วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

“รังสีนิวเคลียร์จากฟูกูชิมะ” ในแปซิฟิกจะลอยถึงชายฝั่งตะวันตก US สูงสุดในสิ้นปีนี้

เอเจนซีส์-ผลการศึกษาล่าสุดระบุ ปริมาณของสารกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลออกมาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ-ไดอิจิในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 จะแพร่กระจายมายังชายฝั่งด้านตะวันตกของสหรัฐฯในปริมาณสูงสุดในช่วงสิ้นปี 2015 นี้
ผลการศึกษาซึ่งจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญจาก “National Academy of Sciences” ในสหรัฐฯซึ่งมีการเผยแพร่ในวันศุกร์ (2 ม.ค.) ระบุว่าสารกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา-ไดอิจิ หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และคลื่นสึนามิเมื่อเดือนมีนาคมปี 2011 และมีการรั่วไหลลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกนั้น มีแนวโน้มที่จะถูกคลื่นในมหาสมุทรซัดกระจายมาถึงชายฝั่งด้านตะวันตกของสหรัฐฯ รวมถึง แคนาดาในปริมาณสูงที่สุดในช่วงสิ้นปี 2015 นี้ ก่อนที่ปริมาณสารกัมมันตภาพรังสีจากมหาสมุทรแปซิฟิกที่จะถูกซัดเข้าสู่ชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ จะเริ่มลดปริมาณลงอย่างสำคัญนับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาล่าสุดนี้ยืนยันว่า สารกัมมันตภาพรังสีที่จะถูกซัดเข้าสู่ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯและแคนาดาในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสารประเภท “ซีเซียม 137” นั้น จะมีปริมาณต่ำกว่าระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อกระบวนการผลิต “น้ำดื่ม” ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา-ไดอิจิของญี่ปุ่นได้รับความเสียหายใหญ่หลวงหลังถูกซัดถล่มด้วยคลื่นยักษ์สึนามิ ที่เกิดจากผลพวงของแผ่นดินไหวระดับ 9.0 แมกนิจูดเมื่อ 11 มีนาคม ปี 2011 จนเป็นเหตุให้ระบบการทำงานขัดข้องและนำไปสู่การหลอมละลายของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำนวน 3 จาก 4 เตา รวมถึงเกิดการระเบิดของก๊าซไฮโดรเจน และทำให้เกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีจำนวนมากสู่อากาศ พื้นดินโดยรอบโรงงาน ตลอดจนมีสารกัมมันตภาพรังสีอีกจำนวนไม่น้อยที่รั่วไหลลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

ผู้จัดการ

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

จราจลในฝรั่งเศสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รถยนต์ถูกเผาวอดเกือบพันคัน

เอพี – รัฐมนตรีมหาดไทยฝรั่งเศสเผยในวันพฤหัสบดี(1ม.ค.) คืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปีนี้ มีรถยนต์ถูกพวกเสเพลจุดไฟเผาวอดไป 940 คน อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 1,067 คัน ก็ถือว่าลดลงร้อยละ 12
ตัวเลขที่เผยแพร่ในวันพฤหัสบดี(1ม.ค.) แสดงให้เห็นว่าแม้จะลดน้อยลง แต่การจุดไฟเผารถยนต์ของชาวบ้านที่จอดไว้ในค่ำคืนวันขึ้นปีใหม่ยังคงเป็นแฟชันของคนบางกลุ่ม ซึ่งมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 จากการประท้วงของผู้คนที่พักอาศัยในย่านยากจน
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลฝรั่งเศสยกเลิกการประกาศตัวเลขรถยนต์ที่ถูกเผาเพื่อไม่ให้วัยรุ่นนำมาพูดโอ้อวดกัน แต่มาตรการดังกล่าวไม่สามารถลดจำนวนรถที่ถูกเผาวอดลงได้
ในสมัยของรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเผารถต่อสาธารณะ แต่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของพรรคสังคมนิยม ได้นำตัวเลขดังกล่าวมาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้อีกครั้ง ซึ่งบางคนบอกว่า เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเลย เนื่องจากอาจเป็นการกระตุ้นให้กลุ่มวัยรุ่นเลียนแบบกัน
โฆษกกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์กับบีเอ็มเอฟ-ทีวีเมื่อวันพฤหัสบดี(1ม.ค.) ว่ามีรถยนต์จำนวนมากถูกเผาทั่วประเทศ มากที่สุดในภาคตะวันออกและแถบชานกรุงปารีส โดยเฉพาะในจังหวัดแซน-แซ็ง-เดอนี ซึ่งเคยเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุจลาจลทั่วฝรั่งเศสในปี 2005
ผู้จัดการ

ผลสำรวจชาวเยอรมันราว 1 ใน 8 พร้อม “เดินขบวนขับไล่” มุสลิม

เอเจนซีส์ – ผลสำรวจล่าสุดที่มีการเผยแพร่ในเยอรมนีในวันขึ้นปีใหม่ (1 ม.ค.) ระบุชาวเยอรมันราว 1 ใน 8 พร้อมเข้าร่วมเดินขบวนแสดงพลัง “ต่อต้านชาวมุสลิม” ขณะที่ประชาชนในเยอรมันจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกังวลต่อการไหลบ่าเข้าสู่เยอรมนีของบรรดาผู้อพยพจากโลกมุสลิม
ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยสำนักวิจัย “ฟอร์ซา” และมีการตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสาร “สแทร์น” ของเยอรมนี ระบุว่า ราว 13 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,006 คนในเยอรมนียอมรับว่า ตนเองจะไปเข้าร่วมการเดินขบวนต่อต้านชาวมุสลิมในเยอรมนีโดยไม่รีรอ ขณะที่อีก 29 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างยอมรับว่าพวกตนเชื่อว่าชาวมุสลิมที่อพยพเข้ามาในเยอรมนีกำลังแผ่ขยายอิทธิพลของความเชื่อแบบอิสลาม และเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบต่อสังคมเยอรมนีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ผลสำรวจยังพบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างยอมรับว่า รู้สึกกังวลต่อการไหลบ่าเข้าสู่เยอรมนีของบรรดาผู้อพยพจากโลกมุสลิมทั้งจากตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย โดยระบุว่านอกจากผู้อพยพเหล่านี้จะเข้ามา “แย่งงานทำ” แล้ว ยังอาจทำให้คนเยอรมันที่เป็นเจ้าของประเทศมีความ “ไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” เพิ่มขึ้นด้วย
ในปี 2014 ที่ผ่านมา ยอดผู้อพยพชาวมุสลิมที่เดินทางเข้ามาในเยอรมนีมีจำนวนสูงถึงราว 200,000 คน ซึ่งมากเป็น 4 เท่าของจำนวนผู้อพยพมุสลิมเมื่อปี 2012
ผลสำรวจดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาในจังหวะเวลาเดียวกับที่กลุ่มเคลื่อนไหวที่เรียกตัวเองว่า แนวร่วมผู้รักชาติชาวยุโรปเพื่อต่อต้านอิสลามในโลกตะวันตก (PEGIDA) ทำการจัดเดินขบวนครั้งใหญ่ในหลายเมืองทั่วเยอรมนี เริ่มจากเมืองเดรสเดนทางภาคตะวันออกของประเทศ นับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว โดยมีผู้เข้าร่วมในแต่ละครั้งนับหมื่นคนเพื่อแสดงจุดยืน “ไม่ต้อนรับชาวมุสลิม” ในเยอรมนีและในประเทศต่างๆทั่วยุโรป
อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีหญิงอังเกลา แมร์เคลแห่งเยอรมนีเรียกร้องให้ชาวเยอรมันหันหลังให้กับข้อเรียกร้องของกลุ่ม PEGIDA โดยเธอยืนยันว่าเยอรมนีซึ่งเป็นชาติที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปมีความจำเป็นต้อง “อ้าแขนรับ” ผู้อพยพที่หลบหนีภัยสงครามและความขัดแย้งจากประเทศมุสลิมทั่วโลก

ผู้จัดการ

เฉพาะในปี 2014 เหยื่อ “สงครามซีเรีย” ทะลุ 76,000 ศพ

เอเจนซีส์ – กลุ่มเคลื่อนไหว “ซีเรียน ออบเซอร์วาทอรี ฟอร์ ฮิวแมน ไรต์ส” ซึ่งมีฐานอยู่ในอังกฤษและมีจุดยืนต่อต้านรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดเผยข้อมูลล่าสุดในวันพฤหัสบดี (1 ม.ค.) โดยระบุว่าในปี 2014 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีผู้เสียชีวิตจากผลพวงของความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองในซีเรีย “มากกว่า 76,000 คน” โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกสังหารจากการรุกคืบแผ่ขยายอิทธิพลของกลุ่มนักรบรัฐอิสลาม (ไอเอส) และกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงอื่นๆ รวมถึงแนวร่วม “อัล-นุสรา” ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์
ข้อมูลของกลุ่มเคลื่อนไหวดังกล่าวซึ่งอ้างว่ารวบรวมจากบรรดาเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในพื้นที่สู้รบระบุว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าวในปี 2014 มีพลเรือนรวมอยู่ด้วยราว 17,790 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วย 3,501 คน
จำนวนผู้เสียชีวิตที่มีมากกว่า 76,000 คนในซีเรียเมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้ปี 2014 กลายเป็นปีที่นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่ที่สงครามกลางเมืองซีเรียปะทุขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมปี 2011
ทั้งนี้ สงครามกลางเมืองซีเรียที่ดำเนินมานานเกือบครบ 4 ปีได้คร่าชีวิตผู้คนในซีเรียไปแล้วมากกว่า 200,000 ราย ขณะที่อีกหลายล้านคนต้องกลายเป็นผู้อพยพพลัดถิ่นทั้งในประเทศซีเรียเอง รวมถึงผู้อพยพที่หลบหนีเอาชีวิตรอดไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รายรอบ

ผู้จัดการ

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

“ลิธัวเนีย” เข้าเป็นสมาชิกลำดับ 19 กลุ่ม “ยูโรโซน”

รอยเตอร์/เอเจนซีส์- ลิธัวเนีย อดีตดินแดนแห่งแรกแถบทะเลบอลติก ที่ประกาศแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1990 เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่มยูโรโซนในวันพฤหัสบดี (1 ม.ค.)
ลิธัวเนียกลายเป็นสมาชิกลำดับที่ 19 ของกลุ่มยูโรโซน หรือกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรเป็นเงินตราสกุลหลักร่วมกัน และการเข้าเป็นสมาชิกใหม่ยูโรโซนในครั้งนี้ ถูกคาดหมายจากทางการลิธัวเนีย ว่า จะช่วยให้เกิดการขยายตัวด้านการค้า การลงทุน การจ้างงาน ที่อาจช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของลิธัวเนียซึ่งเคยประสบภาวะหดตัวอย่างเลวร้ายถึงร้อยละ 15 เมื่อปี 2009
ด้าน วิทาส วาซิลิเอาสกาส ผู้ว่าการธนาคารกลางลิธัวเนีย ระบุว่า การเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่มยูโรโซนในครั้งนี้ จะส่งผลทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ด้วย นั่นคือเป็นการส่งสัญญาณว่านับจากนี้ลิธัวเนียได้หลุดพ้นจากความเป็นอดีตดินแดนในสหภาพโซเวียต และได้ก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ “ยุโรปตะวันตก” อย่างเต็มภาคภูมิ
การก้าวเข้าเป็นสมาชิกใหม่กลุ่มยูโรโซนของลิธัวเนียมีขึ้นในจังหวะเวลาเดียวกับที่รัฐทั้ง 3 ในคาบสมุทรบอลติกทั้งลิธัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย ต่างมีความกังวลต่อบทบาทของรัสเซียที่เพิ่มสูงขึ้น จากกรณีวิกฤตในยูเครน และการผนวกไครเมีย
โดยก่อนหน้านี้ เคยมีการจัดทำผลสำรวจความคิดเห็นในทั้งสามประเทศนี้ ซึ่งพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ในรัฐแถบบอลติกมีความกังวลว่าประเทศของตน ซึ่งก็มีชนกลุ่มน้อยเชื้อสายรัสเซียอาศัยอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย อาจตกเป็นเหยื่อลำดับถัดไปในการถูกแทรกแซงจากมอสโก
ทั้งนี้ บริษัทจัดอันดับชื่อดัง “ฟิตช์” ประเมินว่า แม้จะเผชิญกับความตึงเครียดทางการเมือง แต่เศรษฐกิจโดยรวมของลิธัวเนียมีแนวโน้มจะเติบโตได้ราว 3.5 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2015 นี้ ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าสมาชิกกลุ่มยูโรโซนทั้งหมดถึง “3 เท่าตัว”
อย่างไรก็ดี ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดในลิธัวเนีย พบว่า ราวครึ่งหนึ่งของประชาชน 3 ล้านคนของลิธัวเนียเชื่อว่า การละทิ้งเงินสกุลดั้งเดิมอย่าง “ลิตาส” และหันไปใช้เงินยูโรแทนนั้นอาจมิใช่ความคิดที่ดี ขณะที่ 3 ใน 4 ของชาวลิธัวเนียมีความกังวลต่อการพุ่งขึ้นของราคาสินค้าหลังเข้าร่วมกลุ่มยูโรโซน และอีกเกือบ 2 ใน 3 เกรงว่าลิธัวเนียอาจสูญเสียอัตลักษณ์ของตนหลังเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ เพื่อนบ้านแถบบอลติกของลิธัวเนียได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มยูโรโซนไปก่อนหน้าแล้ว ทั้งเอสโตเนียที่ได้เข้าร่วมเมื่อปี 2011 และลัตเวียในปีที่แล้ว นอกจากนั้น ทั้งสามประเทศยังได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) พร้อมกันตั้งแต่เมื่อปี 2004

ผู้จัดการ

แอร์บัส A350

ท้องฟ้าเปิดโล่งสำหรับเครื่องบินรุ่นใหม่ของบริษัทแอร์บัส  ความหวาดหวั่นเกี่ยวกับการส่งมอบเครื่อง A350 สิ้นสุดลง  ในวันที่ ๒๐ ธันวาคมที่ผ่านมา  เครื่องบินรุ่นล่าสุดนี้ลำแรกได้ออกบินไปยังที่ตั้งของสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ที่โดฮาที่อ่าวเปอร์เซียเรียบร้อยแล้ว
จากที่นั่นควรให้บริการในฐานะเครื่องบินโดยสารตั้งแต่กลางเดือนมกราคมเป็นต้นไป  เมื่อ ๘ ปีที่แล้วแอร์บัสได้ตัดสินใจพัฒนาเครื่องบินขนาดเท่านี้  เป็นนวัตกรรมใหม่อย่างสิ้นเชิง ลำตัวเครื่องส่วนใหญ่ประกอบจากวัสดุอื่นแทนอลูมิเนียม  ซึ่งเบากว่าและต้องการการดูแลรักษาน้อยกว่า  เครื่องยนต์แรงขึ้นและใช้น้ำมันน้อยกว่าเครื่องรุ่นก่อน ๆ อย่างชัดเจน  ซึ่งเป็นความต้องการของลูกค้าสายการบินจากทั่วโลก  ด้วย A350 แอร์บัสมีเป้าหมายที่โบอิงคู่แข่งอเมริกันที่นำหน้าไปก่อนด้วยเครื่องบินเจ็ทระยะทางไกล “787 Dreamliner“ ที่ขนาดเล็กกว่า  และขณะเดียวกันแอร์บัสมองเห็นและนำไปแก้ไขสิ่งบกพร่องของบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินของคู่แข่ง
การถ่ายงานที่สำคัญ ๆ ให้กับผู้ประกอบชิ้นส่วนสร้างความล่าช้านับเวลาเป็นปีหรือหลายปี ให้โบอิงในการพัฒนาและแบตเตอรี Lithium-Ionen ที่เครื่องจำเป็นต้องใช้สำหรับเครื่องยนต์ระดับเทคโนโลยีชั้นสูงจำนวนมากบนเครื่องก็เกิดลุกไหม้  ทำให้ต้นปี ๒๐๑๓ ดรีมไลเนอร์ทุกลำต้องอยู่บนพื้นเป็นเวลา ๓ เดือนจนกว่าจะค้นพบการแก้ไขปัญหาที่เป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายเกิดไฟไหม้  ในขณะที่บริษัทแอร์บัสทำการพัฒนา A350 เอง  และในการเก็บสะสมไฟก็ใช้แบตเตอรีนิคเกิล-แคดเมียมแบบดั้งเดิม
Fabrice Brégier นายใหญ่แอร์บัสระบุว่าเป็น “การลดความเสี่ยง”   A350 เป็นสินค้าขายดีมานานแล้ว  โดยมีการสั่งซื้อ ๗๗๘ ลำ  การสั่งจองซื้อเครื่องบินทะลุเป้าการผลิตเต็มพิกัดไปจนถึงปี ๒๐๒๑  Brégier กล่าวว่า เป็นความท้าทายที่จนถึงสิ้นปี ๒๐๑๘ จะเพิ่มอัตราการผลิตตามที่วางแผนไว้จาก ๓ ลำต่อเดือน  เป็น ๑๘ ลำต่อเดือน  หากดำเนินไปเชื่องช้าเกินไป ก็จะฉุดรั้งการส่งมอบไม่ทันเวลา  ซึ่งทำให้ลูกค้าไม่พอใจ  อย่างไรก็ดี ลูกค้าแทบไม่มีทางเลือก “ดรีมไลเนอร์” ของโบอิงก็ขายหมดเป็นปีแล้ว  และเครื่องบินเจ็ทระยะทางไกลที่ลำใหญ่กว่า เช่น โบอิง ๗๗๗ เป็นเครื่องรุ่นเก่าที่กินน้ำมัน  ๗๗๗-X ที่ประหยัดกว่าควรเสร็จในปี ๒๐๒๐

ค่าส่งจดหมายในเยอรมันขึ้นราคา

ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมศกนี้เป็นต้นไปค่าส่งจดหมายมาตรฐานจะมีราคา ๖๒ เซนต์แทน ๖๐ เซนต์  ซึ่งเป็นการขึ้นค่าส่งครั้งที่สามในรอบ ๓ ปี  โดยเริ่มแรกมีการขึ้นจาก ๕๕ เป็น ๕๘ เซนต์ ต่อมา ๖๐ และขณะนี้ ๖๒ เซนต์  จดหมายมาตรฐานอนุญาตให้มีขนาดความยาว ๒๓.๕ เซนติเมตร กว้าง ๑๒.๕ เซนติเมตร  มีน้ำหนักสูงสุด ๒๐ กรัมหรือเท่ากับกระดาษขนาด A-4 สามแผ่น  นอกจากนั้นต้องเป็นสี่เหลี่ยม  แต่ในช่วงเริ่มต้นปีไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะแพงขึ้นทั้งหมด  ขณะที่ค่าส่งจดหมายมาตรฐานมีราคาแพงขึ้น ๒ เซนต์  ค่าส่ง Kompaktbrief  จะถูกลง ๕ เซนต์  แทนเดิม ๙๐ เซนต์จะมีราคาเพียง ๘๕ เซนต์  Kompaktbrief มีขนาดเดียวกับจดหมายมาตรฐาน  แต่ได้รับอนุญาตให้มีน้ำหนักได้ถึง ๕๐ กรัมหรือเท่ากับกระดาษขนาด A-4 แปดแผ่น