วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สภาบุนเดสท้ากถูกจู่โจมทางไซเบอร์

เป็นไปได้ว่าประเทศรัสเซียอยู่เบื้องหลังการจู่โจมไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อสภาผู้แทนราษฎรเยอรมัน(Bundestag)  สำนักงานตัวแทนข่าวเยอรมันรับรู้จากแหล่งข่าวหลายแห่งเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายนที่ผ่านมาที่เบอร์ลิน  ว่าสัญญาณที่บ่งบอกว่ารัสเซียเป็นประเทศต้นตอของการจู่โจมหนักแน่นขึ้น  Hans-Georg Maaßen ประธานการปกป้องรัฐธรรมนูญกล่าวที่การประชุมเพื่อความปลอดภัยด้านไซเบอร์ที่ Potsdam ว่าเขาวิตกว่าเป็นการจู่โจมไซเบอร์ของสำนักข่าวต่างชาติ  Norbert Lammert ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดเผยต่อส.ส. ว่าในรอบ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีข้อมูลอื่น ๆ รั่วไหล  แต่เขาขยายความว่านั่นไม่ได้หมายความว่าการจู่โจมได้รับการป้องกันอย่างสิ้นเชิงและยุติลงแล้ว  Maaßen ไม่ได้กล่าวว่าเป็นชาติใดที่อาจเป็นเจ้าของการจู่โจม  เขากล่าวว่าสำนักงานของเขายืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าการจู่โจมไซเบอร์ของเจ้าหน้าที่รัสเซียมีคุณภาพสูงและสร้างความวิตกใหญ่ให้  สำนักงานปกป้องรัฐธรรมนูญได้แจ้งให้สภาผู้แทนราษฎรทราบถึงการจู่โจมในวันที่ ๑๒ พฤษภาคมที่ผ่านมา  แต่จนถึงปัจจุบันไม่ได้มีเริ่มคลี่คลายต่อปัญหา
ตามข้อมูลของ dpa ยังไม่มีความชัดแจ้งว่าจากประเทศใดและจากผู้ใดที่อาจเป็นผู้ดำเนินการจู่โจมไซเบอร์ที่ถูกค้นพบเมื่อ ๔ สัปดาห์ก่อน  โดยยังไม่แน่ชัดว่าเป็นการสืบราชการลับรัสเซียหรือเป็นองค์กรรัสเซียอื่น  ในประเทศรัสเซียมีการเชื่อมโยงใกล้ชิดระหว่างสำนักงานสืบราชการลับและกลุ่มอาชญากร
“สปีเกลออนไลน์” รายงานว่าผู้เชี่ยวชาญได้พบประเด็นที่ว่าสำนักงานข่าวต่างชาติรัสเซีย SWR อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ  ตามข้อมูลของ Lammert  คณะอัยการทั่วไปของสหพันธ์ตรวจสอบว่ามีข้อต้องสงสัยเบื้องต้นสำหรับการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่  ๔ สัปดาห์หลังการเปิดเผยการจู่โจม ขณะนี้สำนักงานเพื่อการปกป้องรัฐธรรมนูญ (BfV) ที่รับผิดชอบการป้องกันการสืบราชการลับได้รับอนุญาตให้ดูแลเรื่องการจู่โจม  Bernhard Kaster ผู้จัดการของส่วนส.ส. พรรค CDU กล่าวถึงการจู่โจมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดจนถึงปัจจุบันต่อสหพันธ์และรัฐสภาเยอรมัน

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

พึงพอใจปานกลาง

ประชาชนที่อาศัยในประเทศเยอรมันไม่พึงพอใจในชีวิตมากมาย  เมื่อเปรียบเทียบกันในระหว่างประเทศต่างๆในสหภาพยุโรป พลเมืองยุโรปจากเดนมาร์ก ฟินแลนด์ และสวีเดน ประเมินคุณภาพชีวิตของตนเองดีกว่าอย่างชัดเจน  ตามรายงานของสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat) ที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายนที่ผ่านมา  โดยจากระดับ ๐ (ไม่พอใจเลย) จนถึง ๑๐ (พึงพอใจเต็มที่) ประชาชนทั้งสามประเทศให้คะแนนความพึงพอใจในชีวิตโดยทั่วไปเฉลี่ย ๘.๐ ชาวเยอรมันตามข้อมูลที่รวบรวมในปี ๒๐๑๓ ด้วยค่า ๗.๓ อยู่เหนือระดับเฉลี่ย ๗.๑ ของ EU เพียงหวุดหวิด  อันดับสุดท้ายของบัญชีเป็นชาวบัลกาเรีย ด้วยค่า ๔.๘

ขาดแคลนเด็กเกิดใหม่

อัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดของโลกจะกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศเยอรมัน  จากการศึกษาของสมาคมตรวจสอบเศรษฐกิจ BDO และสถาบันเศรษฐกิจโลกแห่งฮัมบวร์ก (HWWI) ขณะนี้ที่ประเทศเยอรมันไม่เพียงมีเด็กเกิดใหม่น้อยที่สุดในยุโรปเท่านั้น หากแต่ยังครองแชมป์ระดับโลกด้วย  โดยในรอบ ๕๐ ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยมีเด็กเกิดใหม่ ๘.๓ คนต่อผู้อยู่อาศัย ๑,๐๐๐ คน  ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับของญี่ปุ่นที่เป็นอันดับสุดท้ายก่อนหน้านี้ (เด็ก ๘.๔ คน)  ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษอยู่ที่การเกิด ๑๒.๗ คน : ๑,๐๐๐ คน  อัตราการเกิดสูงสุดอยู่ในประเทศอัฟริกา  นำหน้าด้วยประเทศ ไนจีเรีย ด้วยจำนวน ๕๐: ๑,๐๐๐  ตามการศึกษา พัฒนาการนี้จะทำให้เกิดความเสียเปรียบสำหรับประสิทธิภาพของประเทศเยอรมันในฐานะฐานเศรษฐกิจ  ผลที่ตามมา ได้แก่ การขาดแคลนแรงงานที่มีความรู้ความสามารถ  ตามการพยากรณ์ของสถาบันวิจัยตลาดแรงงานและอาชีพ (IAB) จำนวนประชาชนที่อยู่ในวัยทำงาน (ไม่รวมผู้อพยพ) จะลดลงจากทุกวันนี้ราว ๔๕ ล้านคนเป็นราว ๓๗.๕ ล้านคนในปี ๒๐๓๐ และ ๒๙ ล้านคนในปี ๒๐๕๐  จนถึงปี ๒๐๓๐ รุ่นวัยที่มีอัตราการเกิดสูง (Babyboomer) จะบรรลุวัยเกษียณและระหว่างปี ๒๐๑๒-๒๐๑๓ มีเด็กเกิดในประเทศเยอรมันเพียงครึ่งเดียวของปี ๑๙๖๔  ตามการประเมินของบริษัทที่ปรึกษา Boston Consulting Group (BCG) จำเป็นต้องมีอยู่อพยพ ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อปี  เพื่อปิดส่วนหนึ่งของช่องโหว่การขาดแคลนแรงงาน

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ศิลปินในวงการเพลงภาษาเยอรมัน (130)Twinnies

เอกอัครราชทูต  วิญญู แจ่มขำ

           Twinnies เป็นวงดนตรีและนักร้องเพลงลูกทุ่งแนวพ็อพผสมร็อคหญิงคู่ชาวเยอรมันจาก Landkreis Freyung-Grafenau เขตนีแดร์ไบแอ้ร์น รัฐไบแอ้ร์น คือนางสาว Astrid Paster เกิดที่ตำบล Jandelsbrunn เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๙๖ (พ.ศ. ๒๕๓๙) กับนางสาว Franziska Pauli เกิดที่ตำบล Grainet เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๙๕ (พ.ศ. ๒๕๓๘)

ทั้งคู่รู้จักกันที่โรงเรียนสอนเล่นหีบเพลงชัก Bayernwald ซึ่งพ่อของนางสาว Franziska Pauli เป็นครูใหญ่   โดยเรียนการเล่นหีบเพลงชักแบบชไทริชด้วยกัน ต่อมาในปี ๒๐๐๘ (พ.ศ. ๒๕๕๑) ได้ร่วมกันตั้งวง ฯ ขึ้น การแสดงครั้งแรกจัดขึ้นในโรงแรมของพ่อแม่ของนางสาว Astrid Paster ซึ่งนาย Christian Seitz และนาย Martin Neumayer ผู้ผลิตเพลงให้ DJ Ötzi มาพบเข้า จึงได้ทาบทามทำสัญญาร้องเพลง และได้ออกเพลงชุดแรกชื่อ Wir rocken auf Rollen จากห้าง Sony BMG เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ค.ศ. ๒๐๐๙ (พ.ศ. ๒๕๕๒) วันต่อมาได้ออกแสดงทางโทรทัศน์ครั้งแรก รายการ Musikantenstadl ที่เมือง Riesa ตามด้วยรายการทางโทรทัศน์ ARD และโทรทัศน์ของสวิตเซอร์แลนด์ รูปลักษณ์ของทั้งคู่เวลาแสดงก็คือ สรวมรองเท้าสเก๊ตน้ำแข็งที่มีล้อเลื่อนเคลื่อนไหวไปมาขณะเล่นหีบเพลงชักและร้องเพลงไปด้วย




สี่ตัวร้ายที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ทุกวันนี้คนเราดูจะให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอนามัยกันมาก ไม่ว่าสื่อประเภทใด โทรทัศน์ วิทยุหรือสิ่งตีพิมพ์ประเภทต่าง ๆ จะมีรายการและคอลัมน์ที่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เสมอ แม้แต่คนที่ไม่สนใจที่สุดก็คงไม่วายต้องเคยได้ยินได้ฟังผ่านหูผ่านตามาบ้าง  บางเรื่องผู้เชี่ยวชาญก็มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน  บางเรื่องก็ยังทำการศึกษากันอยู่  แต่ที่เห็นพ้องต้องกันมานานแล้วคือสี่ตัวร้ายที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่แท้  ฮั่นแน่ มีใครทายได้ไหมว่าคืออะไร
ตัวร้ายหมายเลข ๑ คือ ไขมัน
คนที่กินไขมันสูงมีความเสี่ยงว่าจะทำลายตับ  เนื่องจากไขมันสามารถสะสมตัวในตับ  มูลนิธิตับเยอรมันชี้แจงว่าจะนำไปสู่ Fettleber  ซึ่งสามารถติดเชื้อได้  เนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเองมี Fettleber  มูลนิธิตับจึงแนะนำการตรวจค่าตับเป็นประจำกับแพทย์ประจำบ้าน  โรคตับจำนวนมากหากไม่รักษาสามารถนำไปสู่โรคตับแข็งและมะเร็งของเซลล์ตับได้  แต่ตับที่เต็มไปด้วยไขมันก็เรื่องหนึ่ง  การกินตัวร้ายหมายเลขหนึ่งมากเกินไปทำให้น้ำหนักเกิน  ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคภัยจำนวนมาก รวมถึงโรคหัวใจ การหมุนเวียนของโลหิต  นิตยสาร “Neue Apotheken Illustrierte“ บ่งชี้ว่าสัดส่วนไขมันส่วนใหญ่ในแต่ละวัน ๓๑% มาจากเนย มาร์การีนและน้ำมัน สินค้าเนื้อสัตว์ตามมาในอันดับ ๒ ด้วยจำนวน ๓๐%  ผลิตภัณฑ์นมอันดับ ๓ ด้วยจำนวน ๑๔%
แต่การประกาศว่าไขมันเป็นสิ่งไม่ดีไม่ถูกต้อง  สมาคมเพื่อการบริโภคเยอรมัน (DGE) ชี้แจงว่ากรดไขมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย  นอกจากนั้น อาหารที่มีไขมันประกอบด้วยวิตามินที่จะละลายไขมัน  จึงเป็นเรื่องดีที่จะกินกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น จากไขมันพืชและปลา  นอกจากนั้น การบริโภคไขมันพืชแทนไขมันสัตว์ เช่น ในไส้กรอกและเนย ส่งผลทางบวกต่อค่าโคเรสโตรอล  ซึ่งควรจะต่ำเพื่อลดความเสี่ยงสำหรับเส้นเลือดแตก  ตามข้อมูลของ DGE รวมทั้งสิ้นไขมัน ๖๐-๘๐ กรัมต่อวันเพียงพอแล้ว
ตัวร้ายหมายเลข ๒ น้ำตาล
น้ำตาลและแป้งจัดอยู่ในคาร์โบไฮเดรต  ซึ่งจำเป็นสำหรับร่างกายในฐานะตัวให้พลังงาน  อย่างไรก็ดี การกินมากเกินไปก็ทำให้น้ำหนักเกิน  ที่น่ากังขาเป็นพิเศษคือเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยน้ำตาล  เนื่องจากนอกเหนือจากน้ำตาล ที่พบได้บ่อย ไม่ได้ประกอบด้วยสารอาหารอื่น ๆ ทำให้ส่งเสริมให้น้ำหนักเกินและเพิ่มความเสี่ยงสำหรับเบาหวานประเภทสอง ตามข้อบ่งชี้ของศูนย์ผู้บริโภคแคว้นนอร์ดไรน์-เวสฟาเลนในเอกสารให้คำแนะนำ “Achtung Zucker!“ แม้ว่าคาร์โบไฮเดรตจะจำเป็นสำหรับร่างกาย  แต่น้ำตาลไม่ใช่  ดังนั้นจึงสมควรหลีกเลี่ยงน้ำตาลหรือตัวให้ความหวานอื่น ๆ เช่น น้ำผึ้ง ไซรัป ฯลฯ  การประหยัดน้ำตาลทำได้โดยการกินผลไม้สดแทนผลไม้กระป๋อง  แทนที่จะดื่มผงโกโก้ที่ผสมพร้อมดื่มก็ดื่มผงโกโก้แท้กับนม และโยเกิร์ตผลไม้ที่ทำเองก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่าโยเกิร์ตผลไม้ที่ซื้อมา  โดยสามารถลดน้ำตาลได้ถึง ๗๐%  ผู้ที่ประสงค์จะระมัดระวังปริมาณน้ำตาลให้ดูที่ตารางคุณค่าอาหาร  ผู้ที่ดูเพียงรายการส่วนประกอบมักพบว่ามีปัญหา  เนื่องจากนอกเหนือจาก “น้ำตาล”  ทั้งน้ำตาลจากนมและผลไม้ก็มีส่วนในปริมาณน้ำตาลด้วยเช่นเดียวกับสารให้ความหวาน  ทั้งที่ไม่มีคำว่าน้ำตาลอยู่ในชื่อ ตัวอย่างเช่น  Dextrose, Dicksaft, Fruktose, Glukose หรือ Saccharose และส่วนประกอบ เช่น ผลไม้แห้ง ช็อคโกแลตไว้โรยหน้าหรือผลไม้สดก็เพิ่มปริมาณน้ำตาล
การกินน้ำตาลมากเกินไปยังไม่ดีต่อฟัน  ตามข้อมูลของสมาคมการรักษาฟันเยอรมัน (DGZ) การศึกษายืนยันว่ามีความเกี่ยวพันระหว่างปริมาณและความบ่อยของการกินน้ำตาลกับการเกิดขึ้นของโรคฟันผุ  DGZ จึงแนะนำว่าให้จำกัดการกินอาหารและเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยน้ำตาลและลดความบ่อยของการกินอาหารระหว่างมื้อและเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยน้ำตาลด้วย  นอกจากนั้น การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคฟันผุลงด้วย  องค์การอนามัยโลกแนะนำผู้ใหญ่ไม่ให้กินน้ำตาลมากกว่า ๕๐ ถึงสูงสุด ๖๐ กรัมต่อวัน
ตัวร้ายหมายเลข ๓ ได้แก่ เกลือ
เกลือมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น  ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับเส้นโลหิตในสมองแตก  ตามข้อมูลของ  ที่ถูกสุขลักษณะคือการกินเกลือวันละ ๓-๖ กรัม  หรือเท่ากับราว ๑ ช้อนชา  ตามจริงประชาชนในประเทศเยอรมันกินเกลือเฉลี่ยวันละ ๙.๕ กรัม  สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาเยอรมัน (BDN) ที่ Krefeld ชี้แจ้งว่าในการกินเกลือวันละ ๑๐ แทน ๕ กรัม ความเสี่ยงของเส้นโลหิตแตกในระยะยาวเพิ่มขึ้นเกือบ ๑ ใน ๔  แต่ไม่ควรละเว้นเกลือโดยสิ้นเชิง  เนื่องจากเกลือมีความสำคัญมากสำหรับร่างกาย  โดยโซเดียม (ภาษาเยอรมันเรียกว่า Natrium) ที่ประกอบอยู่ในเกลือช่วยปกป้องเซลล์จากการขาดน้ำ  นอกจากนั้น ยังมีหน้าที่กำกับปริมาณน้ำ การดูดซึมสารอาหารและการไหลเวียนของโลหิต  เพื่อควบคุมปริมาณเกลือ ผู้บริโภคควรงดเว้นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะดีที่สุด  ผู้ที่ทำอาหารเองจะรู้ว่ามีเกลืออยู่ในอาหารเท่าใด  ที่ดีด้วยก็คือการเติมเกลือน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้  ทางเลือกสำหรับรสชาติสามารถใช้สมุนไพร พริกไทยหรือพริก
ตัวร้ายหมายเลข ๔ คือ แอลกอฮอล์
การบริโภคแอลกอฮอล์จะเกี่ยวข้องกับตับเช่นเดียวกับตัวร้ายหมายเลข ๑  ตามข้อมูลของ DGE การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นประจำสม่ำเสมอมีอิทธิพลต่อกล้ามเนื้อ ทำลายประสาทและอวัยวะ  นอกเหนือจากตับ ก็เช่น ตับอ่อน และส่งเสริมให้มีน้ำหนักเกิน รวมทั้งปัญหาทางจิตและโรคมะเร็ง  ตามคำอ้างอิงสำหรับการกินสารอาหาร ขณะนี้ ๒๐ กรัมแอลกอฮอล์สำหรับบุรุษที่สุขภาพดีและ ๑๐ กรัมต่อวันสำหรับสตรีที่สุขภาพดี ถือว่าเป็นปริมาณที่รับได้  อย่างไรก็ดี ไม่ได้เป็นข้อแนะนำให้ดื่มมากขนาดนี้ทุกวัน
การเสพแอลกอฮอล์ของผู้ปกครองส่งผลต่อลูก ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น หากเด็กเรียนรู้ว่าแอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มสำหรับช่วงเย็นและในเวลาว่าง  ภายหลังเด็กก็จะรับธรรมเนียมนี้ไปปฏิบัติต่อไป  ที่เป็นปัญหาเป็นพิเศษ คือ หากผู้ปกครองหันหาแอลกอฮอล์ยามที่เครียดและใช้เบียร์หรือไวน์เป็นเครื่องมือผ่อนคลาย  ทั้งนี้เป็นการระบุของสมาคมอาชีพจิตวิทยาเด็กและเยาวชน
ผู้เขียนเคยใช้ความคิดอยู่หลายครั้ง  ว่าคนเราต้องยอมสละทุกอย่างที่รสชาติอร่อยเพื่อการมีสุขภาพที่ดีหรือ?  ไขมันก็เป็นตัวทำให้เกิดรสชาติ ถ้าไม่ใส่เกลืออาหารก็จืดชืด  ชากาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาลก็ขมไม่อร่อย  แต่ก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าไม่ต้องทรมานทรกรรมตัวเองถึงกับหยุดกิน  เพียงแต่ระมัดระวังอย่ากินให้เกินขอบเขตที่ควร  แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว  ยิ่งถ้าออกกำลังกายร่วมด้วยก็จะยิ่งเยี่ยม  แต่ข้อหลังนี่ดูจะยากเสียกว่าการงดกินขนมเสียอีกนะนา!


น้ำมันจากมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ดีที่สุด

เรียบเรียงโดย “เอื้อยอ้าย”

ข้อมูล  Aacherner Zeitung

เยอรมันจะยกเลิกใช้เงินสด?

จ่ายค่าขนมปังด้วยบัตร หนังสือพิมพ์ด้วยสมาร์ทโฟน?  ตามการสอบถาม ส่วนใหญ่ของชาวเยอรมันไม่เห็นด้วย   ในการจับจ่ายซื้อของในอนาคตไม่ต้องการเลิกใช้เงินสด  ทั้งนี้ มาจากการศึกษาของสถาบันวิจัยความคิดเห็น YouGov ที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคมที่ผ่านมา  โดยผู้ถูกสอบถาม ๓ จาก ๔ คน (๗๔%) ไม่เห็นด้วยหากในประเทศเยอรมันมีการบังคับให้รับเงินสดตกไป  ซึ่งในประเทศเดนมาร์กมีการวางแผนเช่นนี้  โดยตั้งแต่ปี ๒๐๑๖ เป็นต้นไปร้านเล็ก ๆ และร้านกาแฟไม่ต้องยอมรับธนบัตรและเหรียญอีกต่อไป
อย่างไรก็ดี ทุก ๑ ใน ๕ คน (๒๑%) ในประเทศเยอรมันเห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว  นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำได้ออกโรงให้ยกเลิกใช้เงินสด  ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างหนัก โดย Peter Bofinger ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโต้แย้งว่าจะสามารถทำให้ตลาดสำหรับงานมืดและยาเสพติดเหือดแห้งหากเลิกใช้เงินสด  การฟอกเงินหรือการหลีกเลี่ยงภาษีจะยากขึ้นอย่างชัดเจน  ขณะเดียวกันสมาคมธนาคารพบด้วยว่าแม้ว่าการเรียกร้องให้เลิกใช้เงินสดจะมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์  กระนั้นก็สวนทางกับความเป็นจริงและไม่เพียงเพราะว่าอาชญากรสมองใสจะหาช่องทางความเป็นไปได้ที่จะหลบหลีกและอาจเปลี่ยนไปใช้เงินสกุลอื่นหรือสินค้าขากต่างประเทศก็ได้  เนื่องจากประชากรต่อต้านการเลิกใช้
ตามการสอบถามของ YouGov ชาวเยอรมันเกือบ ๓ ใน ๔ คนเชื่อว่าโดยทั่วไปเงินสดปลอดภัยกว่าการชำระด้วยบัตร  นอกจากนั้นการจับจ่ายด้วยเงินสดยังช่วยให้รักษาภาพรวมทางการเงินของตนเองได้  แต่สมาคมธนาคารยังบ่งชี้ถึงปัญหาอื่นที่จะเกิดขึ้นด้วย ได้แก่ ปัญหาการปกป้องข้อมูล หากปราศจากความเป็นไปได้ในการชำระด้วยเงินสด  การโอนจ่ายทุกครั้งตั้งแต่เบียร์ในร้านเจ้าประจำไปจนถึงการซื้อขนมปังวันอาทิตย์ที่ร้านขนมปังจะถูกรวบรวมเก็บข้อมูลไว้

ข้อเสนอไม่น่าพอใจ

สหภาพแรงงานเห็นว่าเป็นความน่าละอายที่สุด เป็นการตบหน้า หลังจากได้รับข้อเสนอของสหภาพสมาคมผู้จ้างงานของคอมมูน (VKA) ในเรื่องหน้าที่ทางสังคมและการอบรมเลี้ยงดูเด็ก  ก่อนหน้านี้ไม่นานที่ประชุมสมาชิก  ที่แฟรงก์เฟิร์ตได้เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้  เพียงแต่ว่ามันเหมือนกันทุกประการกับการเสนอของผู้จ้างงานเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน  ซึ่งได้รับการปฏิเสธจากสหภาพแรงงานอย่างสิ้นเชิง  โดยข้อเสนอใหม่นี้ก็ไม่สร้างความพอใจเช่นเดียวกัน  เนื่องจากประเด็นที่สำคัญมากไม่สัมฤทธิ์ผล
สหภาพแรงงานเรียกร้องการยกระดับกลุ่มผู้ทำงานทั้งหมดในหน้าที่ทางสังคมและการอบรมเลี้ยงดู  ผู้จ้างงานเห็นด้วยกับการยกระดับให้ดีขึ้นของผู้อบรม  แต่เพียงในหน้าที่เสริม เช่น การปรับตัวหรือการส่งเสริมด้านภาษา  โดยผู้จ้างงานปฏิเสธการยกระดับให้ดีขึ้นโดยรวม  ซึ่งตามข้อมูลของสหภาพแรงงานจะทำให้ได้รับเงินมากขึ้นเฉลี่ย ๑๐%  นอกจากนั้นผู้จ้างงานยังไม่ประสงค์จะยอมรับการยกระดับให้ดีขึ้นของผู้ทำงานทางสังคมและผู้ทำหน้าที่ในด้านการให้การศึกษา  ขณะนี้ VKA ได้เรียกร้องการเจรจาที่ควรเริ่มต้นในวันที่ ๒ มิถุนายนศกนี้  นอกจากนั้นควรยุติการสไตรค์  Frank Bsirske หัวหน้า Verdi ได้ให้คำตอบด้วยการเสนอให้เจรจาตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายนเสียเลย  เนื่องจากการเสนอของผู้จ้างงานทำให้ดูเหมือนว่าการอวสานอย่างน้อยก็ชั่วคราวของการสไตรค์เป็นความจริงยาก  ทำให้ผู้ปกครองและเด็กต้องเดือดร้อนรอต่อไปในเรื่องการดูแลเด็กต่อไปโดยไม่รู้กำหนดการยุติการประท้วง