จากการสอบถามของ Emnid ได้ผลวิจัยว่า ๗๗% ของชาวเยอรมันเห็นด้วยกับการที่อนุญาตแพทย์ช่วยให้คนไข้ป่วยหนักเสียชีวิต ๑๗% ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมันตะวันออกการเห็นด้วยสูงถึง ๘๖% ที่สูงเป็นพิเศษคือความเคลือบแคลงในหมู่ผู้เลือกพรรค CDU/CSU โดย ๖๗% เห็นด้วยกับความช่วยเหลือให้เสียชีวิตจากแพทย์ โดยที่ ๒๖% ไม่เห็นด้วย
ในการสอบถามไม่ได้ระบุความแตกต่างระหว่างความช่วยเหลือจากแพทย์ให้ปลิดชีวิตตนเองและการช่วยเหลือให้เสียชีวิตจากแพทย์เอง ๗๐% ของผู้ถูกสอบถามชี้แจงว่าสำหรับตนเอง ความช่วยเหลือจากแพทย์ในการปลิดชีวตตนเองเป็นทางเลือกหากป่วยรักษาไม่หาย ๒๑% ปฏิเสธ การห้ามองค์กรให้ความช่วยเหลือให้เสียชีวิตที่การเมืองวางแผนไว้มีผู้เห็นด้วยเพียง ๑๙% ๗๗% ไม่เห็นด้วย ในการถกเถียงกัน Volker Kauder หัวหน้าส่วนส.ส พรรค CDU ไม่เห็นด้วยกับกฏเกณฑ์ตามกฎหมาย โดยกล่าวใน “Bild am Sonntag“ ว่าควรปล่อยหัวข้อนี้ให้เป็นเรื่องของแพทย์ ในขณะที่ Karl Lauterbach นักการเมืองด้านสาธารณสุขของพรรค SPD เรียกร้องความปลอดภัยทางกฎหมายสำหรับแพทย์ จนถึงปัจจุบันแพทยสภาของแต่ละแคว้นมีความแตกต่างกันในคำถามที่ว่าแพทย์จะสูญเสียใบประกอบโรคศิลป์หรือไม่หากช่วยให้คนไข้ปลิดชีพตนเอง ซึ่งนำไปสู่การที่แพทย์จำนวนมากไม่ให้ความช่วยเหลือและสมาคมให้ความช่วยเหลือให้เสียชีวิตที่ไม่น่าไว้ใจรับมอบหน้าที่นี้ไป ที่จำเป็นคือการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน
วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557
กระแสการประท้วงในเยอรมันมาแรง
ไม่ทันไรที่รถไฟเพิ่งแล่นอีกครั้งหนึ่ง เครื่องบินของสายการบินลุฟท์ฮันซาก็ต้องจอดอยู่บนพื้น ผู้เดินทางโดยรถไฟสามารถถอนหายใจหลังสุดสัปดาห์ของการประท้วงที่ยุ่งเหยิง แต่การประท้วงครั้งต่อไปเกิดขึ้นกับผู้โดยสารเครื่องบิน โดยต้องเผชิญกับการงดเที่ยวบินจำนวนมาก เนื่องจากสหภาพนักบิน Vereinigung Cockpit (VC) ได้ประกาศการประท้วงของนักบินเป็นเวลา ๓๕ ชั่วโมงเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคมที่ผ่านมา การประท้วงที่สายการบินใหญ่ที่สุดของยุโรปเริ่มต้นในเวลา ๑๒ นาฬิกาของวันที่ ๒๐ ตุลาคมจนถึงก่อนเที่ยงคืนของวันที่ ๒๑ ตุลาคมที่ผ่านมา Markus Wahl โฆษกของสหภาพ ฯ เปิดเผยที่แฟรงก์เฟิร์ตว่าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ เที่ยวบินระยะสั้น และระยะทางปานกลาง กลุ่มบริษัทลุฟท์ฮันซาได้กล่าวหา VC ว่า ทำ “ประเทศเยอรมันให้เป็นชาติที่หยุดนิ่ง” ระหว่างนี้เป็นการสไตรค์ของนักบินครั้งที่ ๘ ภายในครึ่งปี ลุฟท์ฮันซาตรวจสอบว่าเที่ยวบินใดที่สามารถขึ้นบินได้แม้จะมีการสไตรค์ เที่ยวบินระยะทางไกลไม่โดนกระทบ ช่วงสุดสัปดาห์ ๑๘-๑๙ ตุลาคมที่ผ่านมา การประท้วงของพนักงานขับรถไฟทดสอบความอดทนอย่างมหาศาลของผู้เดินทางและนักท่องเที่ยว ๗๐% ของการเดินรถไฟทางไกลถูกงด ในการคมนาคมในภูมิภาครถไฟก็แล่นเพียงตามตารางชดเชย
Claus Weselsky หัวหน้าสหภาพพนักงานขับรถไฟ GDL ประกาศการหยุดประท้วงเป็นเวลา ๗ วันตั้งแต่วันที่ ๒๐ ตุลาคมเป็นต้นไป เขากล่าวต่อสถานีโทรทัศน์ ZDF ว่าเขาคิดว่าจะพูดจากันในสัปดาห์หน้าและสหภาพ ฯ จะพักการประท้วงอย่างน้อย ๗ วัน การสไตรค์สร้างความเข้าใจน้อยในหมู่ผู้โดยสาร ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค พบว่า จำนวนมากที่ผู้ใช้มีปฏิกิริยาเสียดสี ข่าวหนังสือพิมพ์ของวันที่ ๑๙ ตุลาคมยังสร้างความไม่พอใจเพิ่มเติมให้กับผู้เจอผลกระทบจำนวนมาก ในข่าว GDL อาจขี้โกงในการลงคะแนนเสียงเกี่ยวกับการประท้วง ซึ่งสหภาพ ฯ ปฏิเสธอย่างแข็งขัน โดย “Bild am Sonntag“ รายงานว่ามีความข้องใจว่าเสียงส่วนใหญ่ที่จำเป็นเกิดขึ้นจริง โฆษกของการรถไฟ ฯ เรียกร้องความชัดเจน เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและสมาชิก GDL ต้องแจกแจงอย่างเร็วที่สุดที่เป็นไปได้และโดยไม่มีช่องโหว่
รัฐบาลแดง-แดง-เขียว
ราว ๕ สัปดาห์หลังการเลือกตั้งที่แคว้นทือริงเกน คณะกรรมการพรรค SPD ของแคว้นได้เห็นด้วยกับการเจรจาก่อตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคซ้ายและพรรคเขียว โดยคณะกรรมการได้ลงมติเมื่อเย็นวันที่ ๒๐ ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยังต้องได้รับการยืนยันผ่านการสอบถามสมาชิกพรรคเสียก่อน ผู้นำพรรค SPD แคว้นทือริงเกนได้ตัดสินใจต่อต้านการเจรจาก่อตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรค CDU หากพันธมิตรแดง-แดง-เขียวเกิดขึ้นจริง Bode Ramelow จะเป็นนายก ฯ แคว้นคนแรกที่เป็นนักการเมืองจากพรรคซ้าย
อาหารที่กินบางชนิด เป็นเหตุให้ส่งกลิ่น
นับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ของตัวคุณ คุณอาจจะเคยสังเกตว่า ผู้คนในประเทศบางประเทศที่นิยมบริโภคเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน มักมีกลิ่นตัวค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ ทั้งนี้เพราะกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ที่ถูกปล่อยออกมาจนถูกเรียกว่า “กลิ่นตัว” นั้น โดยทั่วไปแล้ว “เกิดจากแบคทีเรียที่อาศัยบนผิวหนังของเราทำการย่อยสลายน้ำตาล และโปรตีนที่ถูกขับออกจากเหงื่อทางรูขุมขน” นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากอาหารที่เราบริโภคด้วย แต่อย่างไรก็ตามในระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย ก็เป็นต้นเหตุแห่งกลิ่นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหนึ่งตัวการสำคัญคงหนีไม่พ้น อาหาร ที่เราบริโภคไปนั่นเอง และนี่คือ 9 อาหารที่คุณต้องหลีกเลี่ยง เมื่อคุณจะต้องเผชิญกับผู้คนนอกบ้าน
1. เนื้อสัตว์ที่มีสีแดง (Red meat)
ไม่น่าเชื่อว่าสัตว์เนื้อแดง(สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เช่น หมู หรือ วัว ) ที่เราบริโภคกันทุกวันนั้น จะเป็นสาเหตุของกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้ ในปี 2006 นักวิจัยจากสาธารณรัฐเช็ก ได้เก็บตัวอย่างเหงื่อ จากกลุ่มผู้ชายที่บริโภคเนื้อสัตว์ และ กลุ่มผู้ชายที่บริโภคอาหารมังสวิรัติ จากนั้นให้กลุ่มผู้หญิงระบุว่ากลิ่นใดเหม็น ซึ่งผลการทดลองแสดงให้เห็นผลแตกต่างกันอย่างชัดเจนว่า กลิ่นตัวของผู้ชายที่บริโภคอาหารมังสวิรัติน่าดึงดูดใจมากกว่าผู้ชายที่บริโภคเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง ดังนั้น หากคุณไม่ได้บริโภคมังสวิรัติเป็นชีวิตจิตใจ ก็สามารถลองลดปริมาณการบริโภคสัตว์เนื้อแดง แล้วหันมากินเนื้อไก่ อาหารทะเล หรือ ผัก บ้าง สลับกันไป
2. เครื่องแกงกะหรี่/ยี่หร่า
แม้ว่าเครื่องแกงรสร้อนแรงจะเป็นที่โปรดปรานของใครหลายๆ คน แกงกะหรี่ไก่ กลิ่นไก่นั้นก็ไม่เท่าไหร่ เมื่อเทียบกับกลิ่นของเครื่องแกงที่มาด้วยกัน รู้หรือไม่ว่ากลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากเครื่องแกงเช่น ใบยี่หร่า นั้นสามารถฝังอยู่ที่รูขุมขนของคุณไปได้หลายวันเลยทีเดียว วิธีแก้คือทานอาหารที่มีกระวานเป็นเครื่องปรุง หรือรับประทานพืชตระกูลขิง จะช่วยขับกลิ่นออกจากรูขุมขนคุณได้ไวยิ่งขึ้น
3. กระเทียม
เป็นที่รู้ดีว่ากระทียมเป็นอาหารที่มีประโยชน์และช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่กระเทียมก็เป็นอาหารที่ทำให้คุณส่งกลิ่นตัวได้เช่นกัน กลิ่นกระเทียมนั้นรุนแรงเหลือร้ายจากสารประกอบที่มีซัลเฟอร์ หรือธาตุกำมะถันอยู่ ในชื่อที่เรียกว่า อัลลิซิน (allicin) ซึ่งจะถูกส่งออกมาเมื่อที่กระเทียมถูกหั่นหรือบด เมื่อเราบริโภคเข้าไป เจ้าอะลิซินนี้จะถูกสลายกลายเป็นสารชนิดอื่นอีกหลายชนิด ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของกองทัพแบคทีเรีย และนี่จึงเป็นสาเหตุของกลิ่นตัวอันไม่พึงประสงค์
4. หน่อไม้ฝรั่ง
อาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร และกลิ่นจางๆ ดูไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่เชื่อหรือไม่ว่า หากกินหน่อไม้ฝรั่งเข้าไปแล้ว ปัสสาวะของคุณจะส่งกลิ่นเหม็นเมื่อสารประกอบซัลเฟอร์ ที่เรียกว่า เมอร์แคปแทน (mercaptan) ถูกย่อยสลายในระบบทางเดินอาหารและปะปนมากับปัสสาวะของคุณ แต่สำหรับบางคนที่ไม่รู้สึกกว่ามีปัสสาวะกลิ่นเหม็นนั่นอาจเป็นเพราะร่างกายของคุณไม่มีเอนไซม์สำหรับย่อยเจ้าเมอร์แคปแทนนั่นเอง
5. ผักตระกูลกะหล่ำ (บร็อคโคลี่, กะหล่ำปลี, กะหล่ำดาว)
ด้วยสารอาหารจากผักตระกูลกะหล่ำที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ซึ่งช่วยให้ร่างกายกำจัดสารพิษและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง จึงทำให้ได้รับความนิยมในการบริโภค แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มันอุดมไปด้วยซัลเฟอร์ที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นอันรุนแรงเมื่อคุณผายลม ราวกับแก๊สไข่เน่าเลยทีเดียว ดังนั้นหากคุณต้องร่วมพิธีการสำคัญๆ ในกลุ่มคนหมู่มากให้พยายามหลีกเลี่ยงพืชจำพวกกะหล่ำไว้ให้จงดี
6. หัวหอม
หลีกเลี่ยงการบริโภคหัวหอม ด้วยสารประกอบซัลเฟอร์ในหัวหอม และน้ำมันในหัวหอมจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดภายหลังการย่อยในระบบย่อยอาหาร จึงสามารถเข้าสู่ปอดและปลดปล่อยออกมาได้ทางลมหายใจ ยิ่งคุณบริโภคหัวหอมมากเท่าไหร่ ปริมาณกลิ่นเหม็นที่คุณปลดปล่อยก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และ”มันจะหมดไปก็ต่อเมื่อเจ้าหัวหอมนี้ออกจากระบบการย่อยอาหาร”ของคุณไปแล้ว
7. อาหารที่มีเส้นใยสูง
อาหารที่มีเส้นใยสูงหรือที่เรียกกันว่าไฟเบอร์ นั้นเป็นอาหารที่นับว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การบริโภคเข้าไปในประมาณที่มากกว่า 5 กรัม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนเวลาที่คุณออกกำลังกาย ไม่เพียงแต่จะทำให้เหงื่อของคุณมีกลิ่นเหม็นเท่านั้น แต่ยังจะทำให้คุณเกิดอาการท้องป่องและเกิดแก๊สอีกด้วย เนื่องจากอาหารที่มีเส้นใยสูง ประกอบไปด้วย แก๊สต่างๆ เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และ มีเทน ซึ่งเมื่อผ่านระบบย่อยอาหาร แก๊สเหล่านี้จะถูกปลดปล่อยออกมา ก่อกลิ่นเหม็นสุดทนให้กับคุณ และคนรอบข้าง
8. ทุเรียน
เป็นที่รู้ดีกันว่า ทุเรียน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นราชาแห่งผลไม้นั้นมีกลิ่นรุนแรงเหลือร้าย การที่มันประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน และสารประกอบซัลเฟอร์ ซึ่งเป็นตัวการแห่งกลิ่นอันร้ายกาจ จนมันสามารถทำให้คุณมีกลิ่นปากที่ไม่น่าให้อภัยในทุกสถานการณ์ จน แอนโทนี บอร์เดน(Anthony Bourdain) ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ลมหายใจของคุณจะเหม็นราวกับคุณได้ผ่านการจูบกับคุณยายที่เสียชีวิตไปแล้ว” สยองใช่ไหมคะ
9. กาแฟ
แก้วอุ่นๆ และกลิ่นอันหอมกรุ่น ของกาแฟในยามเช้า อาจจะทำให้เดทคุณล่มสลายไปได้โดยไม่ยากนัก เพราะคาเฟอีนในกาแฟจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางของคุณ ส่งผลให้ต่อมเหงื่อของคุณถูกกระตุ้น นอกจากนี้ ด้วยความที่กาแฟมีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งทำให้ช่องปากแห้ง และน้ำลายถูกหลั่งออกมาน้อย ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี และพวกมันก็พร้อมที่จะปลดปล่อยสารประกอบซัลเฟอร์เหม็นๆ ออกมากับลมหายใจของคุณ
ถ้าหากคุณกำลังมี “เดท”กับสาวสวยในเสปค หรือ กำลังมีนัดสัมภาษณ์งาน คงไม่ดีแน่ หากคุณพกกลิ่นสาปฉุนๆ ติดตัวไป หรือ “ปล่อยกลิ่นทางลม”(และอาจจะมีเสียงด้วย) ดังนั้น ก่อนที่คุณจะออกไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางฝูงชน พบปะผู้คนมากมาย อาหารทั้ง 9 ชนิดนี้คือสิ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ (ก่อนที่มันจะทำให้เดทของคุณล่มสลายไปซะก่อน) แต่อย่างไรก็ตาม อาหารที่กล่าวมานี้ส่วนหนึ่ง มีประโยชน์ต่อร่างกายคุณไม่น้อย ดังนั้นหากคุณไม่ได้ออกไปไหนหรือมื้อเย็นที่คุณรับประทานเองที่บ้าน ก็เป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะบริโภคอาหารเหล่านี้ได้
จัดอันดับสนามบินที่แย่ที่สุด และดีที่สุดในโลกประจำปี 2014
เว็บไซต์เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวชื่อดัง จัดอันดับสนามบินที่แย่ที่สุด และดีที่สุดในโลกประจำปีนี้ ปรากฏว่า สนามบินยอดแย่ 5 อันดับแรกของโลก ล้วนแล้วแต่อยู่ในเอเชีย ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิของไทย ติดอันดับที่ 10 สนามบินที่ดีที่สุดในเอเชีย
The Guide to Sleeping in Airports เว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดัง ที่จัดทำผลสำรวจความคิดเห็นของนักเดินทางและผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ทั้งหลาย เกี่ยวกับสนามบินที่ดีที่สุด และแย่ที่สุดในโลก ก่อนที่จะประกาศผลเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งในปีนี้ ตำแหน่งสนามบินยอดแย่หลายแห่งในจำนวน 10 อันดับสนามบินยอดแย่ของโลก อยู่ในเอเชียเสียเป็นส่วนมาก
โดยสนามบินที่ครองอันดับสนามบินยอดแย่ที่สุดในโลกได้แก่ สนามบินเบนาซีร์ บุตโต ในกรุงอิสลามบัด ประเทศปากีสถาน
รองลงมาคือ สนามบินอับดุลลาซิส ในเมืองเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบีย
อันดับที่ 3 คือ สนามบินไตรภูวัน ในกรุงกาฐมาณฑุของเนปาล
อันดับที่ 4 สนามบินนินอย อาคีโน ในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
อันดับที่ 5 สนามบินทาชเคนต์ ในอุซเบกิสถกาน
รองลงมาคือ สนามบินอับดุลลาซิส ในเมืองเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบีย
อันดับที่ 3 คือ สนามบินไตรภูวัน ในกรุงกาฐมาณฑุของเนปาล
อันดับที่ 4 สนามบินนินอย อาคีโน ในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
อันดับที่ 5 สนามบินทาชเคนต์ ในอุซเบกิสถกาน
จะเห็นได้ว่า 5 อันดับสนามบินยอดแย่ของโลก ล้วนแล้วแต่เป็นสนามบินในเอเชียทั้งสิ้น แต่สนามบินในยุโรปและสหรัฐฯก็ติดอันดับสนามบินยอดแย่เช่นเดียวกัน โดยสนามบินปารีส-โบเว ติลล์ ในฝรั่งเศส ครองอันดับที่ 5 ร่วมกับสนามบินในอัฟกานิสถาน และสนามบินแฟรงค์เฟิร์ต ฮาห์น ในเยอรมนี
ส่วนสนามบินเบอร์กาโม โอริโอ อัล เซริโอ ในอิตาลี ตามมาในอันดับที่ 8
อันดับที่ 9 คือสนามบินเทเกล ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี
และอันดับที่ 10 คือ สนามบินลากวาร์เดีย ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ
อันดับที่ 9 คือสนามบินเทเกล ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี
และอันดับที่ 10 คือ สนามบินลากวาร์เดีย ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ
สำหรับอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลกประจำปีนี้ ได้แก่ สนามบินชางงีของสิงคโปร์
อันดับที่ 2 คือ สนามบินอินชอนของเกาหลีใต้
ตามมาด้วยสนามบินเฮลซิงกิ ในฟินแลนด์ , สนามบินมิวนิก ในเยอรมนี , สนามบินแวนคูเวอร์ในแคนาดา ในอันดับที่สาม สี่ และห้าตามลำดับ
อันดับที่ 2 คือ สนามบินอินชอนของเกาหลีใต้
ตามมาด้วยสนามบินเฮลซิงกิ ในฟินแลนด์ , สนามบินมิวนิก ในเยอรมนี , สนามบินแวนคูเวอร์ในแคนาดา ในอันดับที่สาม สี่ และห้าตามลำดับ
ส่วนสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ในมาเลเซีย ได้อันดับที่ 6
อันดับที่ 7 เป็นของสนามบินฮ่องกง
อันดับที่ 8 คือ สนามบินฮาเนดะ ในญี่ปุ่น
9. คือ สนามบินสคิปโฮล อัมสเตอร์ดัม ในเนเธอร์แลนด์
และ 10 คือ สนามบินซูริก ในสวิสเซอร์แลนด์
ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิของไทยนั้น ติดอันดับที่ 10 ของสนามบินที่ดีที่สุดในเอเชีย
อันดับที่ 7 เป็นของสนามบินฮ่องกง
อันดับที่ 8 คือ สนามบินฮาเนดะ ในญี่ปุ่น
9. คือ สนามบินสคิปโฮล อัมสเตอร์ดัม ในเนเธอร์แลนด์
และ 10 คือ สนามบินซูริก ในสวิสเซอร์แลนด์
ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิของไทยนั้น ติดอันดับที่ 10 ของสนามบินที่ดีที่สุดในเอเชีย
สำหรับปัจจัยหลักที่ The Guide to Sleeping in Airports นำมาใช้ในการพิจารณาจัดอันดับสนามบินยอดแย่ และสนามบินที่ดีที่สุดนั้น ประกอบไปด้วย ความสะดวกสบาย เช่น wi-fi ฟรี , ร้านอาหารที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง รวมถึงการจัดกิจกรรมอื่นๆ เพื่อฆ่าเวลาระหว่างการรอขึ้นเครื่องบิน เป็นต้น นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องของความสะอาด , การจัดวางเก้าอี้ และที่นั่ง หรือ นอน ที่เพียงพอกับจำนวนผู้ใช้งาน รวมถึงการให้บริการของเจ้าหน้าที่สนามบิน ที่ต้องสุภาพและเป็นกันเองอีกด้วย
ผลวิจัยชี้บริษัทผู้ผลิตสินค้าจะทิ้ง “จีน” กลับบ้านไปตั้งฐานผลิตในสหรัฐฯ
เอเอฟพี – บริษัทผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของโลกกำลังหันหลังให้ “จีน” และทยอยย้ายกลับไปตั้งฐานการผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งหาแรงงานฝีมือได้ง่ายกว่า รายงานจากบริษัทที่ปรึกษา บอสตัน คอนซัลติง กรุป (บีซีจี) เผยวันนี้ (23 ต.ค.)
จากการสอบถามผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ ที่มียอดจำหน่ายสินค้าไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านดอลลาร์ พบว่า จำนวนผู้ตอบคำถามที่ยอมรับว่าบริษัทของพวกเขากำลังย้ายฐานการผลิตกลับมาสู่อเมริกาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 จากเมื่อปีที่แล้ว
คณะนักวิจัยซึ่งเก็บข้อมูลเมื่อเดือนสิงหาคมได้ตั้งคำถามกับผู้บริหารของบริษัทต่างๆที่มีฐานการผลิตในจีนว่า“เนื่องจากค่าจ้างแรงงานในจีนมีแนวโน้มสูงขึ้น ท่านคิดว่าบริษัทของท่านจะย้ายฐานการผลิตกลับไปสหรัฐฯ หรือไม่”
ผู้ที่ตอบว่า “ใช่ เรากำลังดำเนินการอย่างจริงจังอยู่แล้ว” เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 16 ในแบบสอบถามชุด “เมด อิน อเมริกา, อะเกน” จากสถิติเดิมร้อยละ 13 ในปีที่แล้ว และเพียงร้อยละ 7 ในการสำรวจครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2012
จากการสอบถามผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ ที่มียอดจำหน่ายสินค้าไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านดอลลาร์ พบว่า จำนวนผู้ตอบคำถามที่ยอมรับว่าบริษัทของพวกเขากำลังย้ายฐานการผลิตกลับมาสู่อเมริกาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 จากเมื่อปีที่แล้ว
คณะนักวิจัยซึ่งเก็บข้อมูลเมื่อเดือนสิงหาคมได้ตั้งคำถามกับผู้บริหารของบริษัทต่างๆที่มีฐานการผลิตในจีนว่า“เนื่องจากค่าจ้างแรงงานในจีนมีแนวโน้มสูงขึ้น ท่านคิดว่าบริษัทของท่านจะย้ายฐานการผลิตกลับไปสหรัฐฯ หรือไม่”
ผู้ที่ตอบว่า “ใช่ เรากำลังดำเนินการอย่างจริงจังอยู่แล้ว” เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 16 ในแบบสอบถามชุด “เมด อิน อเมริกา, อะเกน” จากสถิติเดิมร้อยละ 13 ในปีที่แล้ว และเพียงร้อยละ 7 ในการสำรวจครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2012
บีซีจี ระบุว่า การสำรวจออนไลน์ครั้งนี้ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เรื่อยไปจนถึงเครื่องจักรกลเพื่อการขนส่ง โรงกลั่นน้ำมัน เครื่องนุ่งห่ม และผลิตภัณฑ์อาหาร
โดยแบบสอบถามชุดนี้มีผู้ตอบ 252 ราย เกือบทั้งหมดเป็นผู้บริหารของบริษัทซึ่งมีฐานการผลิตทั้งในสหรัฐฯและต่างประเทศ และวางจำหน่ายสินค้าเพื่อผู้บริโภคชาวอเมริกันและประเทศอื่นๆ ด้วย
ผู้บริหารที่ตอบว่าบริษัทของพวกเขาจะ “พิจารณา” ย้านฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ ในอนาคตอันใกล้ เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 24 ขณะที่ร้อยละ 54 หรือเกินครึ่งระบุว่าพวกเขา “สนใจ” ย้ายฐานการผลิตกลับมายังอเมริกา ซึ่งเป็นสัดส่วนพอๆ กับเมื่อปีที่แล้ว
กว่าร้อยละ 70 ยอมรับว่า พวกเขาต้องการย้ายฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐฯ เพราะแรงงานฝีมือหาได้ง่ายกว่า ซึ่งจำนวนผู้ที่ตอบเช่นนี้มากกว่าพวกที่อ้างเหตุผลเดียวกันเพื่อย้ายออกจากสหรัฐฯ ถึง 4 เท่าตัว
ผู้ผลิตสินค้าเพื่อวางจำหน่ายในสหรัฐฯ เกือบ 80% ชี้ว่า การผลิตสินค้าในอเมริกาจะช่วยตัดทอนห่วงโซ่ซัพพลายเออร์ และลดค่าขนส่งได้อีกด้วย
ผู้บริหารร้อยละ 71 บอกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกทำให้การประกอบธุรกิจสะดวกง่ายดาย ขณะที่ร้อยละ 75 ชี้ว่า การผลิตสินค้าในอเมริกานั้นเอื้อต่อการควบคุมกระบวนการผลิตและปรับปรุงคุณภาพ
ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 72 มีแผนที่จะลงทุนด้านเครื่องจักรอัตโนมัติและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
ในส่วนของการจ้างงานก็มีแนวโน้มที่ดีเช่นกัน ผู้บริหารร้อยละ 50 คาดว่าตำแหน่งงานในภาคการผลิตของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5% ภายใน 5 ปีหน้า และมีเพียงร้อยละ 17 เท่านั้นที่มองไปในทางตรงกันข้าม
โดยแบบสอบถามชุดนี้มีผู้ตอบ 252 ราย เกือบทั้งหมดเป็นผู้บริหารของบริษัทซึ่งมีฐานการผลิตทั้งในสหรัฐฯและต่างประเทศ และวางจำหน่ายสินค้าเพื่อผู้บริโภคชาวอเมริกันและประเทศอื่นๆ ด้วย
ผู้บริหารที่ตอบว่าบริษัทของพวกเขาจะ “พิจารณา” ย้านฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ ในอนาคตอันใกล้ เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 24 ขณะที่ร้อยละ 54 หรือเกินครึ่งระบุว่าพวกเขา “สนใจ” ย้ายฐานการผลิตกลับมายังอเมริกา ซึ่งเป็นสัดส่วนพอๆ กับเมื่อปีที่แล้ว
กว่าร้อยละ 70 ยอมรับว่า พวกเขาต้องการย้ายฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐฯ เพราะแรงงานฝีมือหาได้ง่ายกว่า ซึ่งจำนวนผู้ที่ตอบเช่นนี้มากกว่าพวกที่อ้างเหตุผลเดียวกันเพื่อย้ายออกจากสหรัฐฯ ถึง 4 เท่าตัว
ผู้ผลิตสินค้าเพื่อวางจำหน่ายในสหรัฐฯ เกือบ 80% ชี้ว่า การผลิตสินค้าในอเมริกาจะช่วยตัดทอนห่วงโซ่ซัพพลายเออร์ และลดค่าขนส่งได้อีกด้วย
ผู้บริหารร้อยละ 71 บอกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกทำให้การประกอบธุรกิจสะดวกง่ายดาย ขณะที่ร้อยละ 75 ชี้ว่า การผลิตสินค้าในอเมริกานั้นเอื้อต่อการควบคุมกระบวนการผลิตและปรับปรุงคุณภาพ
ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 72 มีแผนที่จะลงทุนด้านเครื่องจักรอัตโนมัติและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
ในส่วนของการจ้างงานก็มีแนวโน้มที่ดีเช่นกัน ผู้บริหารร้อยละ 50 คาดว่าตำแหน่งงานในภาคการผลิตของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5% ภายใน 5 ปีหน้า และมีเพียงร้อยละ 17 เท่านั้นที่มองไปในทางตรงกันข้าม
ทั้งนี้ ปรากฎการณ์นี้เกิดกับประเทศเยอรมันมาก่อน บริษัทโรงงานผู้ผลิตของเยอรมันได้ไหวตัวกลับประเทศไปก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว เนื่องจากค้นพบว่า คุณภาพแรงงานจีนไม่ได้มาตรฐาน และหลายครั้งก็พบกับความเจ็บปวด เมื่อแรงงานระดับโฟร์แมนขโมยเทคโนโลยี่ไปเปิดโรงงานเอง
ผู้จัดการ
ผู้นำสูงสุดของอิหร่านชี้ การพึ่งพารายได้จาก “น้ำมัน” ไม่ต่างจากการร้องขอ “ความเมตตา” จากโลกตะวันตก
สำนักข่าวต่างประเทศ– อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกโรงเตือนในวันพุธ (22 ต.ค.) โดยระบุการพึ่งพารายได้จากการขาย “น้ำมัน” ไม่ต่างจากการที่อิหร่านต้องกลายสภาพเป็นดินแดนที่รอคอย “ความเมตตาปรานี” จากบรรดาชาติมหาอำนาจ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตัวเอง
ท่าทีล่าสุดของผู้นำสูงสุดอิหร่านมีขึ้นหลังจากที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับร่วงลงไปแล้วกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อรายได้ของรัฐบาลอิหร่าน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี
ที่ผ่านมา งบประมาณแผ่นดินของอิหร่านถูกกำหนดบนพื้นฐานของรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในเวลานี้ราคาน้ำมันดิบในตลาด “เบรนท์ทะเลเหนือ” ได้ร่วงลงเหลือต่ำกว่า 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และบีบให้รัฐบาลเตหะรานต้องมองหาแหล่งรายได้อื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ
รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลอิหร่านมีแผนเดินหน้าพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างขนานใหญ่ โดยหวังใช้ศักยภาพของ “คนรุ่นใหม่” ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และลดการพึ่งพารายได้หลักจากน้ำมัน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ (20 ต.ค.) ที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาลอิหร่านเพิ่งออกคำแถลงโจมตีประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางว่ากำลัง “สมคบคิด” กับโลกตะวันตกในการทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งเหว เพื่อเป็นแท็คติกในการบ่อนทำลายเสถียรภาพของดินแดนที่ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างอิหร่าน
ทั้งนี้ อิหร่านซึ่งเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 ถือเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตน้ำมันมากเป็นลำดับที่ 2 ของกลุ่มรองจากซาอุดีอาระเบีย โดยอิหร่านมีกำลังการผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลกไม่ต่ำกว่าวันละ 4.17 ล้านบาร์เรล และที่ผ่านมารัฐบาลอิหร่านมักเป็นประเทศแรกๆที่ออกโรงเรียกร้องให้กลุ่มโอเปกปรับลดกำลังการผลิต เพื่อป้องกันมิให้ราคาน้ำมันปรับลดลง
ท่าทีล่าสุดของผู้นำสูงสุดอิหร่านมีขึ้นหลังจากที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับร่วงลงไปแล้วกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อรายได้ของรัฐบาลอิหร่าน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี
ที่ผ่านมา งบประมาณแผ่นดินของอิหร่านถูกกำหนดบนพื้นฐานของรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในเวลานี้ราคาน้ำมันดิบในตลาด “เบรนท์ทะเลเหนือ” ได้ร่วงลงเหลือต่ำกว่า 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และบีบให้รัฐบาลเตหะรานต้องมองหาแหล่งรายได้อื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ
รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลอิหร่านมีแผนเดินหน้าพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างขนานใหญ่ โดยหวังใช้ศักยภาพของ “คนรุ่นใหม่” ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และลดการพึ่งพารายได้หลักจากน้ำมัน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ (20 ต.ค.) ที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาลอิหร่านเพิ่งออกคำแถลงโจมตีประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางว่ากำลัง “สมคบคิด” กับโลกตะวันตกในการทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งเหว เพื่อเป็นแท็คติกในการบ่อนทำลายเสถียรภาพของดินแดนที่ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างอิหร่าน
ทั้งนี้ อิหร่านซึ่งเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 ถือเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตน้ำมันมากเป็นลำดับที่ 2 ของกลุ่มรองจากซาอุดีอาระเบีย โดยอิหร่านมีกำลังการผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลกไม่ต่ำกว่าวันละ 4.17 ล้านบาร์เรล และที่ผ่านมารัฐบาลอิหร่านมักเป็นประเทศแรกๆที่ออกโรงเรียกร้องให้กลุ่มโอเปกปรับลดกำลังการผลิต เพื่อป้องกันมิให้ราคาน้ำมันปรับลดลง
ผู้จัดการ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)