พรรค SPD ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่แคว้น Mecklenburg-Vorpommern เมื่อวันที่ ๔ กันยายนที่ผ่านมา
แม้จะมีการสูญเสียสูงและสามารถเป็นรัฐบาลบริหารแคว้นต่อไป CDU พรรคร่วมรัฐบาลก่อนหน้านี้ได้รับความพ่ายแพ้ที่ขมขื่นและต้องปล่อยให้พรรค AfD แซงหน้าไปเป็นครั้งแรก พรรคทางเลือกสำหรับประเทศเยอรมันได้รับประโยชน์
๑ ปีหลังการเปิดพรมแดนจากความไม่พึงพอใจของพลเมืองเกี่ยวกับนโยบายผู้ลี้ภัยของนายก
ฯ อังเกลา แมร์เคล ที่มีเขตเลือกตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พรรคเขียวล้มเหลวไม่สามารถข้ามพ้นเกณฑ์ ๕% พรรคซ้ายได้รับผลเลือกตั้งที่สูญเสียอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน
โดยได้รับผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดในภาคตะวันออกของประเทศในรอบ ๒๕ ปี พรรคขวาสุดขีด NDP
ก็พ้นจากสภาผู้แทนราษฎรแห่งสุดท้ายที่ยังมีที่นั่ง FDP ก็ข้ามไม่พ้นเกณฑ์ ๕% นายก ฯ Erwin Sellering ของพรรค SPD ยังเปิดกว้างว่าประสงค์จะปกครองแคว้นใน ๕
ปีข้างหน้ากับคู่มิตรใด
เสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพจะมีผ่านการจับคู่ครั้งใหม่กับ CDU เช่นเมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมา
ที่เป็นไปได้ คือ การปกครองร่วมกับพรรคซ้าย แดง-แดงเคยมีที่ Schwerin แล้วจากปี
๑๙๙๘-๒๐๐๖
เขากล่าวว่าขณะนี้เขาจะพูดคุยกับพรรคอื่น ๆ ไม่มีอะไรต่อต้านการผสมครั้งใหม่กับ CDU แต่ SPD ก็ได้เคยปกครองร่วมกับพรรคซ้ายอย่างดีมาแล้วด้วย ทุกพรรคตัดการจับมือกับ AfD ออกไป Lorenz
Caffier ผู้แทนของพรรค
CDU
และจนถึงปัจจุบันรัฐมนตรีมหาดไทยของแคว้นยกให้เป็นความผิดร่วมของ
CDU
สหพันธ์ในผลการเลือกตั้งระดับแคว้นที่แย่ที่สุดเป็นอันดับสองขณะแมร์เคลดำรงตำแหน่ง
ที่เบอร์ลินไม่รับรู้ความไม่พอใจของประชาชนเกี่ยวกับหัวข้อผู้ลี้ภัยเพียงพอ ราว ๑
ปีก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไปความสำเร็จของ AfD ดำเนินต่อไป ในขณะนี้พรรคมีที่นั่งใน ๙ จากรัฐสภาแคว้น ๑๖
แห่ง ตามข้อมูลของกลุ่มวิจัย Wahlen พรรค SPD ต้องขอบคุณ Sellering
ในความสำเร็จ
ในการวิเคราะห์กลุ่มวิจัยระบุว่าชื่อเสียงที่ดีเยี่ยมและผลงานที่น่าเชื่อถือทำให้นายก
ฯ Sellering
เป็นผู้สมัครที่เกือบสมบูรณ์ ตรงกันข้าม Caffier ผู้ท้าชิงไม่มีโอกาสชนะ ในอีก ๒ สัปดาห์ข้างหน้าจะมีการเลือกตั้งรัฐสภาแคว้นครั้งใหม่ที่เบอร์ลิน
จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งทั้วไปในเดือนกันยายนศกหน้า
การเลือกตั้งที่ซาร์ลันด์ในเดือนมีนาคม
ที่ชเลสวิก-โฮลสไตน์ในเดือนพฤษภาคมเช่นเดียวกับแคว้นนอร์ดไรน์-เวสต์ฟาเลน ถือเป็นการทดสอบบรรยากาศทางการเมืองอีก
๓ ครั้ง
วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559
ตรวจสอบร้านพักกลางทาง
ไส้กรอกเก่า
พุดดิงเก่า และป้ายใหม่บนสินค้าเก่า
หลังรายงานในโทรทัศน์ผู้ประกอบกิจการร้านที่จุดจอดพักรถ Tank
& Rast ยอมรับความบกพร่องด้านคุณภาพในสถานีบางแห่งและได้เตือนผู้เช่าทำกิจการ
๔ กรณี บริษัทได้เปิดเผยเมื่อวันที่ ๓๐
สิงหาคมที่ผ่านมาที่บอนน์ ว่ามีการดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อยุติความบกพร่องที่พบและรับรองการรักษามาตรฐานคุณภาพและความสะอาด Alexander Dobrindt รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมได้เรียกร้องการคลี่คลายข้อกล่าวหา
รายการ “Team Wallraff” ของสถานีโทรทัศน์ RTL ได้รายงานเมื่อวันที่
๒๙ สิงหาคมที่ผ่านมาหลังการสืบตรวจในทางลับ ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน โดยผู้รายงานข่าวสตรี ๒
คนในฐานะพนักงานบริการได้แอบถ่ายทำวิดีโออย่างลับ และบันทึกข้อมูล
ต่อคำถามที่ว่าจัดการอย่างไรกับไส้กรอกแผ่นจากบุฟเฟท์อาหารเช้า พนักงานตอบว่าเอาไปใส่ใน Eintopf พนักงานอีกผู้หนึ่งสังเกตเห็นพุดดิงที่วางอยู่บนชั้นเป็นเวลาหลายวัน โดยไม่มีใครตรวจดูว่าอยู่มานานเท่าไรแล้ว สลัดผลไม้จากวันก่อนหน้าจะถูกราดด้วยน้ำเชื่อมเพื่อให้ดูสดใหม่ Tank & Rast เป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดในประเทศเยอรมันและประกอบธุรกิจร้านพักบนเอาโตบาห์นจำนวน
๓๙๐ จากราว ๔๓๕ แห่ง
ส่วนใหญ่บริษัทให้นักธุรกิจเช่าทำต่อ
แต่มีความแตกต่างจากระบบเฟรนไชส์ เช่น
แมคโดนัลด์และเบอร์เกอร์คิงตรงที่คู่ค้าของ Tank & Rast มีเสรีภาพสูงในการดำเนินธุรกิจ จนกว่าจะถึงปี ๒๐๑๗ Tank & Rast จะปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบเฟรนไชส์ กลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ Serways และ Gusticus ได้เน้นว่าความบกพร่องที่ถูกเปิดโปงเป็นกรณีเดี่ยว
ๆ Karl Rolfes หัวหน้าบริษัทเน้นว่าการตรวจสอบแสดงว่าส่วนใหญ่ของผู้เช่าทำกิจการยึดเกณฑ์ของบริษัท Tank & Rast ได้รู้ผ่านข้อบ่งชี้เรื่องความบกพร่องเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมและสรุปว่าใน
๔ กรณีผู้เช่าทำกิจการหรือผู้รับผิดขอบได้ถูกตักเตือนจากบริษัท ในกรณีทำผิดต่อไปการคว่ำบาตรไปจนถึงการยกเลิกสัญญาเช่าทันทีเป็นไปได้
แต่บริษัทไม่ได้กล่าวว่าสถานีใดที่โดนตักเตือน บริษัทมีระเบียบความสะอาดที่เข้มงวด ๓ ครั้งต่อปี ทุกร้านจะมีการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบอิสระ
ขณะนี้ระบบนี้ถูกทำให้เข้มงวดขึ้นและมาตรฐานคุณภาพควรได้รับการพัฒนาต่อไปป
ตัวเลขการว่างงานลดลง
การปรับตัวในตลาดแรงงานของผู้ลี้ภัยเป็นไปอย่างเชื่องช้า
ตามรายงานของสำนักงานตัวแทนจัดหางาน
โดยอัตราการว่างงานของผู้อยู่ในวัยทำงานจากประเทศที่มาของผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปที่สำคัญที่สุด
๘ ประเทศในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ ๕๒% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเพิ่มขึ้นกว่า
๑๐% ในครั้งนั้นยังมีจำนวนเพียง ๔๑.๕% ประเทศที่สำคัญทั้งแปด
ได้แก่ ซีเรีย อัฟกานิสถาน อิรัก เอริเทรีย อิหร่าน ไนจีเรีย
ปากีสถานและโซมาเลีย ล่าสุดประชาชน ๑๗๐,๐๐๐
คนจากประเทศเหล่านี้ว่างงาน ในจำนวนนี้
๑๕๓,๐๐๐ คนเป็นผู้ลี้ภัย
ในเดือนสิงหาคมประชาชนที่หลบหนีรวมทั้งสิ้น ๓๔๖,๐๐๐ คนรายงานตัวในฐานะผู้มองหางานที่สำนักงานตัวแทนจัดหางาน
แม้จะมีการว่างงานเพิ่มขึ้นจากผู้ลี้ภัยและการหยุดพักช่วงฤดูร้อน
การว่างงานในประเทศเยอรมันก็ยังอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
สำนักงาน ฯ
บันทึกการว่างงานในเดือนสิงหาคมที่ต่ำที่สุดในรอบ ๒๕ ปีด้วยจำนวนผู้หางาน ๒.๖๘
ล้านคน
โดยมีผู้ว่างงานมากกว่าเดือนกรกฎาคม ๒๓,๐๐๐ คน แต่น้อยกว่าในปีก่อนหน้า ๑๑๑,๐๐๐ คน อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ๐.๑% เป็น ๖.๑% แม้จะมีตัวเลขสถิติที่ดีในประเทศเยอรมัน แต่การว่างงานในเขตยุโรปโดยรวมนับว่าสูง ในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ ๑๐.๑% เท่ากับเดือนมิถุนายน
ตามการเปิดเผยของสำนักงานสถิติของสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคมที่ผ่านมา
พูทิน-แมร์เคล
ผู้สนับสนุนพรรค AfD และพรรคซ้ายไว้วางใจประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ พูทินของประเทศรัสเซียมากกว่านายก
ฯ อังเกลา แมร์เคล ทั้งนี้ มาจากการสอบถามล่าสุดที่ได้รับรายงานจาก “Die Zeit” โดยสถาบันวิจัยความคิดเห็น Forsa ได้สอบถามว่า
ความไว้วางใจในพูทินเมื่อเปรียบเทียบกับแมร์เคลน้อยลง มากขึ้นหรือเท่าเดิม ๓๑% ของผู้ได้รับการสอบถามชี้แจงว่าความไว้วางใจในผู้นำรัสเซียสูงกว่า ๓๐% ของผู้ถือหางพรรค AfD ก็แสดงความคิดเห็นเช่นนี้ด้วย ผู้ให้การสนับสนุนพรรคอื่น ๆ เช่น พรรคเขียว
เพียง ๒%
FDP ๖% CDU/CSU
๓% และ SPD ๔% ให้คะแนนพูทินนำ
โดยทั่วไปความประทับใจในตัวพูทินในภาคตะวันออกสูงกว่าในภาคตะวันตกอย่างชัดเจน ในแคว้นใหม่ ๒๓% ให้คะแนนพูทินนำหน้าแมร์เคล ในแคว้นเก่ามีจำนวนเพียง ๑๐%
“Wir schaffen das” ประโยคประวัติศาสตร์
“Wir
schaffen das” (เราจัดการได้) ประโยคนี้จะเป็นประโยคประวัติศาสตร์ เมื่อนักการเมือง ผู้เชี่ยวชาญ และพลเมืองเยอรมันกำลังถกเถียงสงสัยเกี่ยวกับสามคำนี้ว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งผู้กล่าววลีนี้ ได้แก่ นายก ฯ Angela
Merkel เมื่อวันที่ ๓๑
สิงหาคม ๒๐๑๕
ด้วยประโยคนี้นางหมายถึงความท้าทายเป็นพิเศษที่ประเทศเยอรมันประสบในรอบหลายปี
ได้แก่ การรับผู้ลี้ภัยจากประเทศ เช่น ซีเรีย อิรัก หรืออัฟกานิสถาน
ที่เสาะหาที่คุ้มครองหนีภัย
ต้องหลบหนีออกจากประเทศเนื่องจากในบ้านเกิดมีสงคราม ความรุนแรง ความยากจน หรือปัญหาอื่น
ๆ ที่ทำให้ชีวิตลำบากยุ่งยาก
ในปีที่ผ่านมาการหลั่งไหลของผู้ลี้ภัยสูงเป็นพิเศษ แต่ละวันมีผู้เดินทางเข้ามาในอาณาจักรนับหลายพันคน ตำรวจ เจ้าหน้าที่ และผู้ให้ความช่วยเหลือมีงานล้นมือ กระนั้น แมร์เคลก็ประสงค์จะบอกประชาชนชาวเยอรมัน
ว่าประเทศเยอรมันสามารถจัดการกับปัญหานี้ได้
และทำให้การรับผู้ลี้ภัยเข้าสู่ประเทศเยอรมันง่ายขึ้น
ประชาชนจำนวนมากเห็นว่าการตัดสินใจและคำพูดนี้ของเธอเป็นสิ่งที่ดี
และให้การต้อนรับผู้ลี้ภัยอย่างเป็นมิตรและร่วมเป็นอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือ
ประโยคนี้ก็ได้รับและยังจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปจากประชาชนอีกจำนวนมาก
โดยเห็นว่าเป็นความผิดพลาดที่ประเทศเยอรมันรับผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ นับว่าเกินกำลัง บางคนบ่งชี้ว่าการรับผู้ลี้ภัยต้องใช้งบประมาณมากและนำไปสู่ปัญหาด้วย
เนื่องจากผู้ลี้ภัยบางคนกระทำผิดกฎหมาย
นายก ฯ แมร์เคลยอมรับความผิดพลาดในนโยบายผู้ลี้ภัยในอดีต แต่ขณะเดียวกันก็ย้ำความเชื่อมั่นที่ได้แสดงไว้เมื่อปีก่อน หัวหน้าพรรค CDU ได้เน้นในหนังสือพิมพ์
“Süddeutschen Zeitung” ว่านางได้กล่าวประโยค
“Wir
schaffen das”
ด้วยความเชื่อมั่นเต็มที่ อย่างไรก็ดี
มีความผิดพลาดหนัก
ประเทศเยอรมันเพิกเฉยต่อปัญหานานเกินไป และผลักไสนโยบายที่จำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาของสหภาพยุโรปร่วมกัน
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559
ตรวจสอบแพทย์ทางเลือก
๔
สัปดาห์หลังกรณีเสียชีวิตของคนไข้ที่คลินิกมะเร็งทางเลือกที่ Brüggen เจ้าหน้าที่ไต่สวนยังปิดปากเงียบ
แม้แต่ข้อมูลที่ว่าไม่เพียงคนไข้ในประเทศเยอรมันเท่านั้น หากแต่อีก ๒
คนในประเทศเนเธอร์แลนด์ก็เสียชีวิตและมีการไต่สวนผู้ประกอบการคลินิกเนื่องจากการทำให้เสียชีวิตโดยประมาทและทำร้ายร่างกายโดยประมาทก็มาจากแหล่งข่าวที่ไม่เป็นทางการ
สื่อจำนวนมากที่ประสงค์จะรายงานข่าวอย่างน่าเชื่อถือได้ ได้ร้องเรียนเกี่ยวกับนโยบายสื่อสารของคณะอัยการ
Krefeld
ต่อกระทรวงยุติธรรมแคว้นนอร์ดไรน์-เวสท์ฟาเลน ผลของการไม่สื่อสารท้ายสุดเลวร้าย มีข่าวลือต่าง ๆ เกี่ยวกับการขุดศพ ฯลฯ ข่าวลือนี้เชื่อว่ามาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ซึ่ง Klaus R. ผู้รักษาได้เจาะจงพูดคุยกับคนไข้โรคมะเร็งและโฆษณาให้ทำการรักษาด้วย 3-Bromopyruvat ในโฮมเพจของเขาระบุว่าเป็นยาที่ดีที่สุดในปัจจุบันเพื่อรักษาเนื้องอก นับตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ๒๐๑๔ เขาเปิดการรักษาที่
Brüggen ใกล้พรมแดนเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากกระบวนการรักษาแบบทดลองลักษณะนี้ได้รับอนุญาตในประเทศเยอรมัน แต่ถูกห้ามในประเทศเนเธอร์แลนด์ คนไข้ที่มาส่วนใหญ่ป่วยหนัก ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ ๒๖
สิงหาคมที่ผ่านมาที่ Mönchengladbach เพื่อลบล้างข่าวลือ Axel
Stahl โฆษกของคณะอัยการ
Krefeld
กล่าวถึงประชาชนที่บางส่วนถือว่ารักษาไม่ได้แล้ว และแม้จะไม่แน่ใจก็ยังหวังการรักษา โดยคว้าฟางเส้นสุดท้าย คนไข้จ่าย ๑๐,๐๐๐ ยูโรสำหรับความหวัง ความหนักของโรคทำให้ขณะนี้การไต่สวนซับซ้อน เนื่องจากการให้ยาไม่ใช่เพียงสาเหตุประการเดียวสำหรับการเสียชีวิตหรือการแย่ลงของอาการคนไข้ เช่น ห้าคนที่เข้ารักษาที่คลินิกทางเลือกในปลายเดือนกรกฏาคมและขณะนี้เพียงสองคนยังมีชีวิตอยู่ในสภาพร่างกายที่น่าวิตก คณะอัยการรอการตรวจสอบทางเภสัชและสารพิษที่ควรให้ข้อมูลที่แน่นอน เนื่องจากยายังใหม่อยู่จึงต้องมีการพัฒนาวิธีพิสูจน์ ผู้รักษาจะต้องรับผิดชอบรายอื่น ๆ นอกเหนือจาก
๕ กรณีหรือไม่ยังไม่แน่ชัด ผู้ไต่สวนพบที่อยู่
๒๐๐ แห่งในคลินิก
ที่มาของยาก็ยังไม่แน่ชัด Stahl กล่าวว่ามีร้านขายยาเยอรมันที่มีการติดต่อ ขณะนี้มีการไต่สวนว่าร้านนี้หรือแหล่งอื่น ๆ
ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเป็นผู้ส่งยา
อดีตผู้ร่วมงานของ Klaus R. ผู้ก่อตั้งคลินิกที่ถอนตัวในปี ๒๐๑๕
ได้แสดงความเห็นต่อสื่อเนเธอร์แลนด์ว่ายาปนเปื้อนหรือวิธีการตระเตรียมยาผิด ๆ แต่ Klaus R. ปฏิเสธว่าบางสิ่งผิดพลาด มีการเรียกร้องให้จำกัดการรักษาจากหมอทางเลือก(Heilpraktiker) Rudolf Henke ประธานแพทยสภานอร์ดไรน์กล่าวว่าเป็นเรื่องรับไม่ได้ที่
Heilpraktiker
เป็นผู้รับมอบการรักษาคนไข้มะเร็ง
ระหว่างนี้ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมงานเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมพบว่าคนไข้
๖๙ คนของคลินิกเสียชีวิต
โดยยังต้องคลี่คลายว่าได้รับการรักษาด้วย 3-Bromopyruvat หรือไม่
เวลาว่างของชาวเยอรมันทำอะไรบ้าง
ในการสอบถาม
“Freizeit
Monitor”
ที่ได้รับการเสนอจากมูลนิธิเพื่อการวิจัยอนาคตที่เบอร์ลินเมื่อวันที่ ๒๕
สิงหาคมที่ผ่านมา ครึ่งหนึ่งของผู้ถูกสอบถามต้องการเกียจคร้านและไม่ทำอะไร Ulrich Reinhardt หัวหน้าด้านวิชาการของมูลนิธิ
ฯ สรุปว่าเวลาว่างเครียดขึ้น ประชาชนแสวงหาความสงบ
แทบไม่มีกิจกรรมสันทนาการที่ใช้เวลานานกว่าสองชั่วโมง เลยต้องเสาะหาความน่าสนใจใหม่ ๆ
สมัยก่อนเวลาว่างเป็นสิ่งตรงข้ามกับเวลาทำงาน มีไว้เพื่อให้ฟื้นตัวจากงาน ทุกวันนี้ประชาชนจำนวนมากก็วุ่นวายในกิจกรรมเวลาว่างบ่อย
ๆ เนื่องจากกลัวว่าจะพลาดอะไรไป Rainer
Hautmann นักวิจัยเวลาว่างจากมหาวิทยาลัยเบรเมนกล่าวว่าคนเราแขวนอยู่กับเครื่องมือสื่อสาร
สามารถตามตัวได้ตลอดเวลาและเร่งรัดตนเอง
แต่แล้วก็ค่อย ๆ รู้สึกว่าไม่ดีต่อตนเองและต้องการการพักฟื้นตัว เขาพยากรณ์ว่าความต้องการความเชื่องช้าลงนี้ จะเพิ่มขึ้นในระยะเวลาข้างหน้า การขาดความใส่ใจ และเบิร์นเอาท์ในผู้มีอายุน้อย
ก็เนื่องจากว่าประชาชนจำนวนมากแทบไม่ตั้งสมาธิที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้แต่ในเวลาว่าง
Reinhardt เห็นว่าที่เวลาว่างเครียดขึ้น
เนื่องจากความคิดที่ต่างจากเดิม ทุกวันนี้กิจกรรมแสดงให้เห็นมากว่าเราเป็นอย่างไร และประสงค์จะแสดงตัวอย่างไร จำนวนมากจงใจเสาะหาสิ่งที่
“กำลังเป็นที่นิยม”
เพื่อเอาไปคุยและเอาไปโชว์ในเน็ตได้
การพักผ่อนจริง ๆ ไม่สำคัญ
สิ่งที่ “กำลังนิยม” สะท้อนให้เห็นในการสอบถาม นอกเหนือจากการใช้สื่อสาร ตั้งแต่โทรทัศน์ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ
กีฬาก็เป็นที่นิยม ซึ่งก็เลือกยาก
เพราะมีให้เลือกถึง ๔๐๐ ชนิด (ในทศวรรษที่ ๖๐ มีทางเลือกเพียง ๓๐ ชนิด) ประชาชนจำนวนมากประสงค์จะทดลองสิ่งที่ฮิต ชมรมกีฬาแทบไม่ได้รับประโยชน์ หากแต่สตูดิโอและคอร์สที่โดดเข้าไปลองโดยไม่ผูกมัด
ตรงกันข้าม ที่ “ตกยุค” ได้แก่ สิ่งที่ต้องใช้ความอดทน
เช่น เรียนเล่นเครื่องดนตรี เรียนวาดรูป เขียนกลอนหรืองานผีมือ โอเปรา โรงละคร หรือบัลเลต์ก็ตกต่ำ งานอาสาสมัครก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องเล่าขานปรัมปรา ๒ ใน ๓ ของผู้ถูกสอบถามรับว่าเนื่องจากความเร่งรัดในชีวิตประจำวัน
จะไม่ทำงานอาสาสมัคร
ผู้สูญเสียอย่างชัดเจนในเวลาว่าง ได้แก่ การติดต่อทางสังคม “ของจริง”
กับญาติพี่น้องและมิตรสหาย
มีการโทรศัพท์หรือแชตเป็นส่วนใหญ่
ในผู้มีอายุน้อยจะเป็นการส่งข่าวสั้น(SMS) สิ่งที่พบได้บ่อยมากขึ้น
ถึงกับแทนที่การสนทนาทางโทรศัพท์มือถือ Hartmann กล่าวว่าการติดต่อสื่อสารกันจะเป็นจริงน้อยลงทุกที Reinhardt เสริมว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ประชาชนจำนวนมากต้องการเจอกับเพื่อนมากกว่าการส่งข่าวว่าจะดีมากหากได้เจอกันอีกครั้ง
แต่ระหว่างความต้องการและความเป็นจริงมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ ทั้งที่ความต้องการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่สำคัญยังไม่เคยหยุดลง และอยู่ใน ๑๐ อันดับแรกของสิ่งที่ชอบทำในเวลาว่าง สำหรับนักวิจัย Reinhardt รุ่นวัยที่มีความสุขที่สุด
ได้แก่ ผู้สูงอายุ ที่เรียนรู้เรื่องการให้เวลากับตนเอง รุ่นวัยกลางแทบไม่มีเวลาหายใจ อยู่ระหว่างงาน หน้าที่
และครอบครัว ระยะเวลาทำงานยืดเข้าไปในเวลาว่างมากกว่าสมัยก่อน ช่วงเย็นจำนวนมากเหนื่อยเกินกว่าที่จะทำอะไร
จะนอนอยู่หน้าโทรทัศน์และสุดสัปดาห์ก็ทำสิ่งที่ต้องทำ เช่น ทำความสะอาดบ้าน
ฯลฯ ตามความเห็นของนักวิชาการ แม้แต่เด็ก
ๆ ก็แทบไม่มีเวลาว่างที่เลือกเองว่าอยากจะทำอะไร
ผู้ปกครองจะจัดการหากิจกรรมและทำหน้าที่เป็นคนขับรถ
อันดับของสิ่งที่ทำในเวลาว่างในปี ๒๐๑๖ ที่ชาวเยอรมันวัยสูงกว่า
๑๔ ทำสิ่งนี้อย่างน้อย ๑ ครั้งต่อสัปดาห์
๑.
ดูโทรทัศน์ ๙๗% ๒. ฟังวิทยุ ๙๐% ๓. โทรศัพท์อยู่ที่บ้าน
๙๐% ๔. ใช้อินเตอร์เน็ต ๗๖% ๕. โทรศัพท์ระหว่างทาง ๗๕%
ความแตกต่างสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับปี ๒๐๑๑
๑.
การใช้อินเตอร์เน็ต +๕๖% ๒. ฟังเพลง +๓๑% ๓. ไปฟิตเนสสตูดิโอ +๒๖% ๔. พบปะกับหลาน/ปู่ย่าตายาย –๒๗% ๕. ทำอะไรกับเพื่อน –๒๘% ๖. พบกับเพื่อนที่บ้าน –๓๓%
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)