แม้จะมีความรุนแรงและความขัดแย้ง แต่โลกมีสันติภาพมากขึ้นเป็นครั้งแรกนับแต่ปี
๒๐๑๓ ตามรายงานดัชนีสันติภาพโลก
การศึกษาของสถาบันเพื่อเศรษฐกิจและสันติภาพ (IEP) วิเคราะห์สภาวการณ์ในประเทศมากกว่า ๑๖๐ ทั่วโลกทุกปี เกณฑ์ตัดสิน ก็ได้แก่ สงคราม การก่อการร้าย
ความรุนแรงของตำรวจและการส่งออกอาวุธ ฯลฯ
แต่ Steve Killelea ผู้ก่อตั้ง IEP ไม่ประสงค์จะกล่าวถึงว่ามันเป็นแนวโน้ม
หลายประการขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกไกลว่าจะพัฒนาไปอย่างไร
วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562
วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562
พรรคอนุรักษ์นิยมอังกฤษ
หลัง
๓ ปีในตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม Theresa May ได้ลาออกจากตำแหน่ง ตามการชี้แจงของคณะกรรมการพรรค
ขณะเดียวกันพรรคก็ได้เริ่มกระบวนการคัดเลือกผู้ที่จะมารับตำแหน่งต่อ
จนกว่าจะถึงปลายเดือนกรกฎาคมควรได้ผู้ชนะจากกระบวนการหลายขั้นตอนและควรขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลต่อจากเมย์ด้วย ขณะนี้มีผู้สมัครชิงชัยแล้ว ๑๐ คน ในจำนวนนี้โอกาสที่ดีที่สุดเป็นของ Boris
Johnson อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ
ที่พรรคคาดหวังว่าจะสามารถเรียกคะแนนความนิยมคืนมาจากผู้ผิดหวังกับ Brexit
ที่มาของอาหาร
จากการสอบถามของสำนักงานเพื่อความมั่นคงด้านอาหารของสหภาพยุโรป
ในการจับจ่ายซื้อของสำหรับชาวเยอรมัน ที่มาของอาหารสำคัญกว่าราคา โดยเหตุผลตัดสินใจเลือกซื้อ ๖๐% ที่มาของอาหารเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจในซูเปอร์มาร์เกต และเลือกซื้อจากการเปรียบเทียบราคา ๔๐% สำหรับตัวเลขทั่วยุโรปพบว่า ทั้งสองเหตุผลอยู่ที่
๕๐-๕๐%
ที่สำคัญน้อยกว่าสำหรับชาวเยอรมัน ได้แก่ เรื่องจริยธรรม เช่น
การเลี้ยงดูสัตว์หรือการปกป้องสิ่งแวดล้อม (๓๕% ) ทั่ว EU
ทั้งสองค่านี้อยู่ที่ ๑๙%
โดยในการสอบถามสามารถเลือกคำตอบได้หลายอย่าง
การผสมแดง-เขียว-แดง
หนทางสำหรับการเจรจาก่อตั้งรัฐบาลผสมแดง-เขียว-แดงในเบรเมนเปิดโล่ง หลังจากพรรคเขียวและพรรคซ้าย พรรค
SPD ก็ได้ลงมติเห็นด้วยกับการเจรจาอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการก่อตั้งรัฐบาลแห่งรัฐ ในวันที่ ๑๒
มิถุนายนจะมีการพบปะกันเป็นครั้งแรก
สำหรับพรรคซ้ายจะเป็นการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งแรกในเยอรมันตะวันตก แรกทีเดียวพรรคเขียวก็ได้เจรจากับ CDU และ FDP เพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ แต่แล้วก็ได้ปฏิเสธการผสมพรรคร่วมสีธงชาติประเทศจาไมกาดำ-เขียว-เหลือง
เนื่องจากเหตุผลว่าแดง-เขียว-แดงมีโอกาสสำหรับนโยบายของพรรคเขียวมากกว่า
วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562
เครื่องดื่มน้ำหมัก Brotgetränk
ในงานฝึกอบรมเข้าค่ายฝึกอบรมธรรมะของท่านอาจารย์ศุภวรรณ
กรีน ที่ป่าดำเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา น้องทิพย์ได้นำเครื่องดื่มซอฟท์ดริงค์ชนิดหนึ่งมาให้ลองดื่มกัน หลายคนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เกิดสงสัยกันว่า เครื่องดื่มนี้คืออะไร จึงขอถือโอกาสนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ
Brottrunk®
เป็นชื่อจดทะเบียนการค้า หรือ Brand name ของเครื่องดื่มน้ำหมักที่ทำมาจากขนมปังเก่าของเหลือจากวันก่อน
ที่เรียกชื่อทั่วไปในภาษาเยอรมันว่า Brotgetränk ผลิตและรู้จักแพร่หลายในประเทศเยอรมัน
แต่ทว่าเป็นวัฒนธรรมอาหารการกินที่มาจากชาวรัสเซียอีกทอดหนึ่ง แต่มาพัฒนาแบบใหม่ด้วยวิธีการของไมสเตอร์ทำขนมปังชื่อนาย
Wilhelm Kanne มีเรื่องเล่ากันว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง
เขาถูกจับเป็นเชลยศึกในฐานะทหารของกองทัพนาซีเยอรมัน
และช่วงที่อยู่ที่รัสเซียเขาได้สังเกตเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่นั่นดำรงชีวิตทำน้ำหมักชนิดนี้ดื่มกันในหมู่บ้าน
ดูดีมีสุขภาพแข็งแรง หลังจากกลับมายังเยอรมันแล้ว เขาก็มาคิดพัฒนาวิธีทำน้ำหมักจนได้น้ำหมักแบบใหม่ที่ไม่มีอัลกอฮอล์ จากการหมักขนมปังของเหลือ ด้วยเชื้อ Lactobacillus
reuteri. หรือที่เรียกในภาษาเยอรมันทั่วๆไปว่า Milchsäure ที่เป็นเชื้อตัวดีเช่นเดียวกับที่ใช้หมักโยเกิร์ต นมเปรี้ยว เป็นขบวนหมักแบบไม่มีอากาศหรือออกซิเจนหรือ
anaerobic) เครื่องดื่มน้ำหมักของเยอรมันที่ว่านี้
ไม่มีอัลกอฮอล์เจือปน และจัดเป็นอาหารมังสวิรัติ
Vegan ต่อมาพัฒนาจนทำเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ขึ้น
โดยเริ่มผลิตจำหน่ายนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1981 เป็นต้นมา
เนื่องจากในน้ำหมักขนมปัง(Brotgetränk) ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์มีชีวิต (Lactobacillus reuteri)
แบคทีเรียตัวดี หรือที่เรียกว่า ‘โปรไบโอติกส์’ ทำหน้าที่เปลี่ยนขนมปังหรือเมล็ดข้าวธัญพืชต่างๆ
ให้มีรสเปรี้ยว ดื่มบ่อยๆ จึงเพิ่มจำนวนแบคทีเรียตัวดี ในลำไส้ใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์จำนวนมากถึง
80 เปอร์เซ็นต์ของไมโครฟลอรา (Microflora)
หรือ ไมโครไบโอตา (Microbiota)
(คือจุลินทรีย์ทั้งหมดที่อยู่ในร่างกาย) สามารถถ่วงดุลกับแบคทีเรียตัวร้ายในลำไส้
สร้างสมดุลระบบขับถ่ายไม่ให้แปรปรวน รักษาทั้งอาการท้องผูกและท้องร่วง ที่เด่นมากคือช่วยเป็นยาระบายล้างลำไส้
ดีต่อคนท้องผูก ทั้งยังย่อยง่าย ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ ดูแลรักษาโรคเรื้อรังทั้งหลาย
ได้แก่ โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด(Heuschnupfen
und Asthma) โรคผิวหนัง(Neurodermitis)
โรคสะเก็ดเงิน รักษาสิวให้หายเร็วขึ้น ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด การดูแลรักษาโรคหวัด
นอกจากนี้
ยังเหมาะกับใช้เป็นยาทาภายนอกรักษาเชื้อราที่เท้า
เนื่องจากน้ำหมักเป็นเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่ต่ำ
จึงสามารถใช้ดื่มเพื่อลดความอ้วน เหมาะสำหรับเป็นเครื่องดื่มช่วงอดอาหาร
และในช่วงเวลาทำการล้างพิษตับ ใช้ดื่มร่วมด้วยเป็นอย่างดี
นอกจากใช้ขนมปังเก่าเป็นวัตถุดิบในการหมักแล้ว
ก็อาจจะใช้ต้นอ่อนเพาะ(malt) จากข้าวสาลี(wheat) ข้าวไร(rye) ข้าวบาร์เลย์(Barley) อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือผสมหลายชนิดด้วยกันก็ได้
น้ำหมักมีจุลินทรีย์มีชีวิต (live
and active cultures) จึงเป็นแหล่งรวมวิตามิน
B1, B2 และ B12
แร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ สังกะสี(Zink) เหล็ก(Eisen) มักเนเซียม(Magnesium) มังกานีส(Mangan) มีโปรตีนขนาดเล็ก ที่เรียกว่ากรดอมิโน ได้แก่ Prolin และ Leucin ทำให้น้ำหมักขนมปังกลายเป็นอาหารสุขภาพ
หาซื้อง่ายทั้งแบบพร้อมดื่ม แต่งกลิ่นด้วยสมุนไพร เช่น เปปเปอร์มินท์ ลูกไม้เคอเรนท์
Johannesberren-เยอรมัน หรือ currants-อังกฤษ) ลูกเกตุ(Rosinen) ปรุงรสหลากหลายให้ถูกปากด้วยลูกไม้เล็กๆ(berry) ชนิดต่างๆ
เครื่องดื่มน้ำหมักจากขนมปังนี้หาซื้อได้จากร้านขายขนมปังทั่วไป
Reformhäusern, Drogerien และ
Bioläden
ถึงแม้ว่า
น้ำหมักจะมีรสเปรี้ยว มี pH 3.0
แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วกลับมีฤทธิ์เป็นด่าง วิธีดื่มในปริมาณ 0.1-0.2 ลิตร
ต่อมื้อ จะดื่มแบบเดี่ยวๆ เพียวๆ ก็ได้ หรือเจือจางด้วยการผสมน้ำเปล่า
หรือน้ำแอปเปิ้ล ช่วยให้มีตัวเลือกรสชาติหลากหลายดื่มได้ตามความชอบ และแนะนำให้ดื่มแช่เย็นจะมีรสชาติดีกว่า
เมื่อเปรียบเทียบกัน
วิธีการผลิต Brotgetränk
จึงแตกต่างจากทางต้นทางประเทศรัสเซีย เรียกเครื่องดื่มนี้ว่า
Kwas (ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Kvass
) วิธีการผลิตใช้ขบวนการหมักแบบ aerobic จึงมีปริมาณอัลกอฮอล์อยู่ด้วย
แต่เล็กน้อยมาก
คำว่า Kwas หรือ Kvass หรือ Quas เป็นคำมาจากภาษา
Proto-Indo-European
แปลว่า เปรี้ยว sour(อังกฤษ) sauer(เยอรมัน) เป็นน้ำหมักที่เป็นเครื่องดื่มที่รู้จักกันมานานตั้งแต่ปี
ค.ศ. 996 ตั้งแต่ยุคกลางของยุโรป เป็นความรู้เก่าแก่ที่สืบค้นย้อนเวลาไปถึงสมัยอียิปต์โบราณ
ยุคนั้นรู้จักทำเบียร์จากการหมักข้าวบาร์เลย์แล้ว
Kwas เดิมทีเป็นอาหารและยาของคนยาก
แต่ปัจจุบันเป็นอาหารที่รู้จักแพร่หลายมากหลายประเทศที่แยกตัวเป็นอิสระจากสหภาพรัสเซียเดิม
โดยเฉพาะประเทศรอบทะเลบอลติค (ลัตเวีย-Latvia ลิทัวเนีย-Lithuania เอสโทเนีย-Estonia) เบลารุส(Belarus) ยูเครน(Ukraine) จอร์เจีย(Georgia) อาเซอร์ไบจาน(Azerbaijan) ทาจิคิสถาน(Tajikistan) คาซัคสถาน(Kazakhstan) อูซเบคิสถาน(Uzbekistan) ประเทศในยุโรปตะวันออก
ได้แก่ โปแลนด์ ไปจนถึงมองโกเลีย จีน ส่วนในประเทศอังกฤษไม่มีวัฒนธรรมการทำน้ำหมักขนมปังและไม่เป็นที่รู้จักเลย
แต่เริ่มรู้จักและมีวางจำหน่ายเมื่อชาวยุโรปตะวันออกที่อพยพเข้าไปใช้ชีวิตที่นั่นตั้งแต่ปี
2004 ที่มีการขยายพรมแดนอียู
น้ำหมัก Kwas
ทำเองในครัว (สูตรสำหรับน้ำหมัก 4 ลิตร)
ส่วนผสม
มีดังนี้
ขนมปังโฮลวีทของเก่า (จาก Roggenbrot) อบแห้ง 500 กรัม
น้ำต้มเดือด 4 ลิตร
ยีสต์ 25 กรัม
น้ำตาล 300 กรัม
ใบเปปเปอร์มินท์ 1 ก้าน หรือตามใจชอบ
ลูกเกตุ 50 กรัม
หรือ ลูกแครนเบอรี่
(Cranberry-อังกฤษ Moosbeeren-เยอรมัน) 50 กรัม
วิธีทำ ดังนี้
-อบขนมปังให้แห้ง ปล่อยทิ้งให้เย็น
แล้วหักให้มีขนาดเล็ก ใส่พักไว้ในหม้อใบโต
-ต้มน้ำให้เดือดจัด ราดบนขนมปังที่เตรียมไว้
พักในหม้อปิดฝาทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 24 ชม.
-แล้วจึงนำส่วนผสมน้ำตาลกับยีสต์คลุกให้เข้ากันดีแล้วเทใส่ลงไปในหม้อที่มีส่วนผสมน้ำ+ขนมปัง
คนให้เข้ากันดี ใส่ใบมิ้นท์ หมักทิ้งไว้ต่อไปอีก 12 ชม.
-นำส่วนผสมนี้มากรองเอาเศษขนมปังออกผ่านกระชอน
และกรองอีกครั้งด้วยผ้าบางเพื่อจะได้น้ำหมักที่ใส
-นำน้ำหมักกรอกใส่ขวดที่สะอาด
แล้วใส่ลูกเกตุลงไปขวดละ 2-3 เม็ด ปิดขวดไม่ต้องมิดชิดด้วยกระดาษหรือผ้า หรือวัสดุอื่น
เพื่อให้ก๊าซระบายออกได้ เนื่องจากยังมีกระการบวนหมักต่อไป ทิ้งไว้อีก 4 วัน เป็นอันเสร็จ
จึงนำมาแช่ในตู้เย็น เครื่องดื่มนี้เก็บในตู้เย็นได้นานถึง 7-8 วัน
ข้อมูลเพิ่มเติม
หมัก (fermentation) คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบสารอินทรีย์ในอาหารโดยเอนไซม์ที่ผลิตจากจุลินทรีย์
ได้แก่ แบคทีเรีย ยีสต์ และรา ผลที่ได้คือมีการเปลี่ยนแปลงรส
กลิ่น และสีของอาหารนั้นๆ
อาหารหมักที่รู้จักกันดี ได้แก่
ถั่วหมัก เต้าเจี้ยว, ซีอิ๊ว, นัตโตะ Tempeh, Miso
หมักดองผัก เช่น กิมจิ, ซาวเออร์เคราท์ (กระหล่ำปลีดองแบบเยอรมัน) ผักเสี้ยนดอง
หมักดองปลา ปลาส้ม, น้ำปลา,
กะปิ
หมักดองเนื้อสัตว์ ไส้กรอกอีสาน, แหนม,
หม่ำ, แฮมบางชนิดอย่างพาร์มาแฮมของอิตาลี ที่ใช้ระยะเวลาหมักนานนับปี
นมหมัก โยเกิร์ต กรีต นมเปรี้ยว Kefir ชีส
ขนมปัง ขนมปังซาวร์โด(ภาษาเยอรมัน
Sauerteich)
อาหารหมักดองที่มีกระบวนการทางจุลินทรีย์เข้ามาเกี่ยวข้อง
โดยไม่ผ่านความร้อนล้วนอุดมด้วยจุลินทรีย์ชนิดดีที่ยังมีชีวิต
และอีกหลากข้อดีที่ส่งผลแก่ร่างกาย ดังนี้ • โพรไบโอติกส์ (Probiotics) คือ จุลินทรีย์ดีชนิดต่างๆ กินบ่อยๆ ช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีที่มีอยู่แล้วในลำไส้ใหญ่ ทำให้ระบบย่อยดี ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ง่าย อีกบริเวณที่พบอาศัยอยู่คือช่องคลอด หญิงมีครรภ์เมื่อกินอาหารที่มีโพรไบโอติกส์มากๆ จึงมีแบคทีเรียชนิดดีนี้เพิ่มมากขึ้นที่ช่องคลอด นอกจากลดการติดเชื้อรา หากมีการคลอดลูกโดยวิธีธรรมชาติเด็กจะได้รับโพรไบโอติกส์จากแม่ ทำให้เด็กย่อยน้ำตาลแลกโทสในนมได้ดี
• พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) คือ น้ำตาลสายสั้น พบมากในอาหารที่มีกากใย แม้ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่กลับเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียชนิดดีแข็งแรง ช่วยสร้างสมดุลระบบขับถ่าย ลดอาการท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย กระทั่งลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้
• จุลินทรีย์ช่วยย่อยสารอาหาร ในกระบวนการหมักดอง จุลินทรีย์ช่วยย่อยสารอาหารให้เราแล้วระดับหนึ่ง เช่น ย่อยโปรตีนให้กลายเป็นกรดอะมิโน ย่อยน้ำตาลแลกโทสให้กลายเป็นกรดแลกติกในโยเกิร์ต ทำให้ผู้แพ้นมวัวสามารถกินผลิตภัณฑ์จากนมอย่างโยเกิร์ตได้ หมักดองจึงเป็นอาหารที่ร่างกายย่อยง่าย ดูดซึมได้ดี
กระทั่งมีทฤษฎีที่พูดถึงระบบจุลินทรีย์ในร่างกายมนุษย์
นับเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย ซึ่งมีทั้งชนิดดีและไม่ดีอาศัยอยู่นับล้านๆ ตัว สร้างสมดุลจุลินทรีย์
หากจุลินทรีย์ไม่ดีมีมากในร่างกาย อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ นำไปสู่โรคภัย เช่น
เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจ
และตัวอย่างการกินยาปฏิชีวนะปริมาณมากก็ทำให้จุลินทรีย์ดีในลำไส้ลดลง
จนเกิดอาการท้องผูก อาหารหมักดองที่อุดมด้วยโพรไบโอติกส์ (จุลินทรีย์ชนิดดี) จึงเป็นเรื่องที่ศึกษาและรู้จักกันดีในเอเชีย
เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน และปัจจุบันกลายสนใจทางฝั่งตะวันตกขึ้นมา ส่งผลให้เป็นเรื่องที่มีการศึกษาความรู้เรื่องหมักดองไปทั้งโลก
อาหารหมักดองกินแล้วดีต่อร่างกายต้องหมักด้วยกระบวนการธรรมชาติ
ปล่อยให้สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่างจุลินทรีย์ได้ทำหน้าที่รังสรรค์รสชาติอาหาร ด้วยวิธีการบ่มรักษาสภาพแวดล้อม
ระยะเวลาและอุณหภูมิให้เหมาะสม จุลินทรีย์ก่อโรคก็จะไม่เติบโต
ส่วนหมักดองจากอุตสาหกรรมอาหาร
ที่เน้นผลิตปริมาณมาก อาจใส่สารเร่งหมัก ผิดธรรมชาติ เกิดการปนเปื้อน และอาจเป็นอาหารที่จุลินทรีย์ตายแล้วเป็นส่วนใหญ่
บริโภคแล้วไม่ได้ผลดีต่อสุขภาพ หมักดองที่ดีจึงเป็นหมักดองจากท้องถิ่น พิถีพิถันเรื่องความสะอาด
แหล่งที่มา และสารปนเปื้อน
การทำหมักดองกินเองดีที่สุด
ต้องศึกษาให้เข้าใจธรรมชาติของจุลินทรีย์ในอาหารแต่ละชนิด
และสภาพแวดล้อมในแบบที่ตอบโจทย์สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่ทำหน้าที่สำคัญในการหมักดอง
อาหารหมักดองที่เราทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน เช่น โยเกิร์ต กิมจิ ผักกาดดอง แหนม
ปลาส้ม หรือแม้แต่ซอสพริก ซึ่งคุ้มที่จะทำหมักดองทำเอง นอกจากดีต่อสุขภาพ
มั่นใจว่าสะอาดปลอดภัย และได้รสอร่อยตามรสนิยมเราแล้ว ยังเป็นงานอดิเรกที่เพลิดเพลินและน่าภูมิใจ
สามารถดูการเจริญเติบโตจนออกมาเป็นอาหารให้เราได้กิน
ขอบคุณข้อมูลจาก ป้านิดดา หงษ์วิวัฒน์
วิกิพีเดีย และยูทูป
วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562
น้ำตาลคือมารร้ายจริงหรือ ?
เอาจริง
ๆ ผู้เขียนเป็นคนชอบกินของหวาน ๆ มาก
เรียกว่าระหว่างของคาวและของหวานถ้าต้องให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถตัดสินใจได้ทันใดไม่ต้องใช้ความคิดก่อนเลย วัน ๆ นั่งอยู่ดี ๆ ก็จะลุกไปหาขนมกิน ทั้งที่ไม่ได้หิว กินเพราะความอยากมากกว่า
ยิ่งกินก็ยิ่งมัน ก็กินวนไปอย่างนี้วันละหลายรอบ
ทั้งที่รู้ว่าน้ำตาลนั้นเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ทำลายสุขภาพ คนรอบข้างก็ขยันขู่ว่าระวังเถอะ
ขืนกินอย่างนี้อีกหน่อยก็ไม่พ้นเป็นเบาหวาน
เออนะ ใครที่ชอบกินขนมเหมือนกันคงรู้ว่าการให้เลิกกินของชอบนี่มันไม่ได้ทำกันได้ง่าย
ๆ ก็ให้สงสัยว่าขึ้นชื่อว่าน้ำตาลนี่มันแย่ขนาดนั้นจริง ๆ หรือ
หรือว่ายังมีอะไรอื่นที่มากกว่านั้น ตั้งสมการแล้วก็ต้องไปหาคำตอบกันสินะ
หลังจากอ่าน
ๆ ไปก็ได้ความมาว่าการกินขนมจุบจิบนั้นมันทำให้มีความสุขแค่ช่วงสั้น ๆ
ไม่ได้ทำให้อิ่ม
แต่ถึงกับไปกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้นอีก ต้นเหตุก็มาจากน้ำตาลที่อยู่ในขนมนั่นเอง ภาพลักษณ์ของมันนั้นยิ่งกว่าไม่ดี ซึ่งก็ไม่ผิดเสียทีเดียว
ผู้ที่กินน้ำตาลเยอะและเคลื่อนไหวร่างกายน้อยจะตกอยู่ในอันตรายที่จะน้ำหนักเกินหรืออ้วนเผละผละเอาง่าย
ๆ และผู้เชี่ยวชาญก็เห็นว่าโรคภัยอื่น ๆ
ก็เป็นผลมาจากการบริโภคน้ำตาลมากไป ศาสตราจารย์ Johannes
Georg Wechsler แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ภายในที่ München และประธานสมาคมแพทย์ด้านการบริโภคเยอรมัน (BDEM)
กล่าวว่าน้ำตาลเมื่อเชื่อมโยงกับการขาดการเคลื่อนไหวและระดับอินซูลินสูงสามารถนำไปสู่การสะสมในเส้นโลหิต
ซึ่งเพิ่มอันตรายสำหรับหัวใจวายหรือเส้นโลหิตแตกได้ แต่..อ้า อันนี้สำคัญ แต่ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าน้ำตาลแย่
คุณหมอยังกล่าวต่อไปด้วยว่าน้ำตาลเป็นตัวให้พลังงานที่สำคัญ Susanne Umbach จากศูนย์ผู้บริโภคแคว้นไรน์ลันด์-ฟัลซ์ก็มีความเห็นคล้ายคลึงกัน โดยกล่าวว่าอาหารเป็นการเสพสุข สำหรับคนจำนวนมากรวมถึงขนมหวานด้วย เช่นเดียวกับของหลาย ๆ
อย่างมันขึ้นกับปริมาณที่ถูกต้องต่างหาก
อ้าว
อ่านถึงตรงนี้ก็ต้องอยากรู้ต่อไปว่าแล้วปริมาณที่ถูกต้องเหมาะสมคือเท่าใดกันล่ะ คำตอบได้มาจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งคำแนะนำของ WHO นั้น สมาคมเพื่อการบริโภคเยอรมัน (DGE)
ร่วมกับสมาคมโรคอ้วนเยอรมัน (DAG) และสมาคมเบาหวานเยอรมัน (DDG) ก็ได้เข้าร่วมด้วย โดยการกินน้ำตาลแต่ละวันไม่ควรมากเกินกว่า ๑๐%
ของพลังงานที่เรารับเข้าไปรวมกัน
ตัวอย่างเช่น หากปริมาณพลังงานที่กินเข้าไปต่อวันมีจำนวน ๒,๐๐๐ กิโลแคลอรี
(kcal) ปริมาณน้ำตาลก็ไม่ควรเกิน ๕๐ กรัม หรือราว ๑๐-๑๒
ช้อนชา ฮูเร สบายละเรา ไม่เคยกินถึงขนาดนี้เสียที
แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งดีใจไปล่วงหน้า
ปริมาณที่ว่านี้เขาหมายถึงน้ำตาลที่เรียกว่า
“Freien
Zucker” ได้แก่ น้ำตาลที่ใส่เข้าไปในอาหารและเครื่องดื่ม
แต่ก็หมายถึงน้ำตาลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในน้ำผึ้ง น้ำหวานหรือน้ำผลไม้ด้วย แต่ไม่รวมถึงน้ำตาลในผลไม้และผัก กระนั้น การค้นพบน้ำตาลบ่อย ๆ
ก็ไม่ได้ง่าย Antje Gahl โฆษกของ DGE กล่าวว่านอกเหนือจากเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล
เช่น น้ำอัดลม ที่สามารถเห็นได้ชัดเจน
ในอาหารที่คนเราไม่ได้คิดว่าจะมีน้ำตาล บ่อย ๆ ก็มีน้ำตาลแอบซ่อนอยู่ ตัวอย่างก็เช่น ซ้อสต่าง ๆ น้ำสลัด
อาหารสำเร็จรูปหรือดิป ฯลฯ ตามข้อมูลของ DGE
การศึกษาหลากหลายแสดงว่าสตรี บุรุษและเด็ก ๆ
กินน้ำตาลมากกว่าที่แนะนำอย่างชัดเจน
ระหว่างที่สตรีในวัยระหว่าง ๑๕-๘๐ ปีกินน้ำตาลราว ๑๔%
ของพลังงานทั้งหมดที่กินเข้าไป
ในบุรุษมีจำนวน ๑๓% ทำให้สตรีกินน้ำตาลเฉลี่ย ๖๑ กรัมต่อวัน ส่วนบุรุษ ๗๘ กรัม เด็กและเยาวชนกินน้ำตาลเข้าไปถึง ๑๗.๕% ซึ่งมากเกินไป Gahl
กล่าวว่าการบริโภคน้ำตาลต้องลดลงอย่างน้อย ๒๕% เพื่อไม่ให้เกินปริมาณที่แนะนำ
กระนั้น
แม้แต่ผู้ที่ไปจับจ่ายซื้อของด้วยความตั้งใจว่าจะกินน้ำตาลให้น้อยลงก็ตกหลุมพรางบ่อย
ๆ Umbach
กล่าวว่าอาหารที่คิดว่าถูกสุขลักษณะบ่อยครั้งก็เป็นระเบิดน้ำตาลดี ๆ นี่เอง โดยยกตัวอย่างโยเกิร์ตผลไม้ และบางคนบางทีตั้งใจจะกินน้ำตาลให้น้อยลง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีความอยากของหวานหนักมาก
พอเลิกกินก็มีปฏิกิริยาไม่สบายตัวและอารมณ์เสียง่าย Umbach กล่าวว่าพฤติกรรมดังกล่าวสามารถเป็นอาการของการเสพติดได้ แต่ข้อดีคือ
คนเราสามารถสร้างอิทธิพลและฝึกรสชาติอาหารของตัวเองได้
ด้วยความตั้งใจจริงและความมีวินัยก็สามารถเคยชินกับการกินของหวานลดลงได้ ตัวอย่างเช่น
แทนที่น้ำหวานหรือน้ำอัดลมด้วยการกินน้ำเปล่าหรือชาที่ไม่ใส่น้ำตาล
ช่วงเริ่มต้นอาจจะใส่น้ำตาลแค่ก้อนเดียวแทนที่จะเป็นสองก้อนอย่างแต่ก่อน Umbach
กล่าวอีกว่ายามใดยามหนึ่งเราจะเริ่มรู้สึกว่าของที่ใส่น้ำตาลมากหวานเกินไปและหลีกเลี่ยงการกินของชนิดนั้น
ๆ ข้อแนะนำต่อไปสำหรับการลดน้ำตาลก็คือ ผู้ที่ต้องการกินโยเกิร์ตผลไม้ที่ใส่น้ำตาลให้ได้
ก็ให้ลองผสมด้วยโยเกิร์ตธรรมดาดู
ก็จะได้โยเกิร์ตปริมาณมากขึ้นด้วยปริมาณน้ำตาลน้อยลง
ในการอบขนมเค้กก็สามารถใช้น้ำตาลน้อยลงกว่าที่ระบุในวิธีทำ
เค้กหลายอย่างก็ออกมาอร่อยดีแม้จะใส่น้ำตาลน้อยลง ที่สำคัญเช่นเดียวกันก็คือหากจะผสมน้ำตาลในบางสิ่งบางอย่าง
เช่น ลูกเบอร์รีสด ก็ไม่ควรโรยน้ำตาลง่าย ๆ จากในถุงเลย มันจะดีกว่าหากใช้ช้อนหรือที่โรย เพราะกำหนดจำนวนน้ำตาลได้แน่นอนกว่า
เอ้า
หลายอย่างผู้เขียนก็ทำอยู่แล้ว เช่น การลดน้ำตาลจากเดิมสามช้อนเหลือสองช้อนพร่อง ๆ
หรือดื่มชาไม่ใส่น้ำตาล ไอ้ที่เคยกินเค้กหรือคุกกี้ตะบันก็หันมากินผลไม้แห้งหรือเม็ดทานตะวันอบแห้งแทน
โยเกิร์ตธรรมชาติ (ที่แอบผสมแยมและผลไม้แห้ง) แทนโยเกิร์ตผลไม้จากซูเปอร์ อ๊ะ
แปลว่าเรามาถูกทางแล้วสิ เบาหวานไม่ต้องมาถามหานะจ๊ะ เราบอกลากันตรงนี้แล้วกัน บาย
หมายเหตุ น้ำตาลมีชื่อต่าง ๆ กันหลายชื่อ ดังนั้น
ผู้บริโภคจึงควรดูบัญชีส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์หนึ่ง ๆ อย่างถี่ถ้วน ส่วนประกอบที่ลงท้ายด้วย
…ose หมายถึง ต้องระวัง
เนื่องจากเบื้องหลังชื่อดังกล่าวมีน้ำตาลแอบซ่อนอยู่นะจ๊ะ คุณขา ไม่ว่า Glucose,
Dextrose, Fructose, Saccharose หรือ Maltose
เรียบเรียงโดย “เอื้อยอ้าย”
พรรค SPD
หลังการประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคและหัวหน้าส่วนส.ส.
พรรค SPD Andrea Nahles จะวางมือจากตำแหน่งส.ส. ด้วย
ตามคำกล่าวของโฆษกส่วนส.ส.พรรค
แต่ยังไม่กำหนดช่วงเวลาแน่นอน
ก่อนหน้านี้ Nahles ได้แถลงว่าในวันที่ ๓ มิถุนายนศกนี้ เธอจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค
และในวันที่ ๔ มิถุนายน ตำแหน่งหัวหน้าส่วนส.ส.
โดยเธอได้สังเกตเห็นว่าขาดการหนุนหลัง
หลังความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งล่าสุด
เธอตกอยู่ภายใต้ความกดดันมากขึ้นทุกที
ต่อมาคณะกรรมการพรรคได้มาประชุมหารือกันเกี่ยวกับการจัดวางตำแหน่งใหม่
ที่ตกเป็นหัวข้อสนทนาในฐานะการแก้ไขปัญหาช่วงเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ Malu
Dreyer นายกฯ แคว้นไรน์ลันด์ฟัลซ์ สำหรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคและ
Rolf Mützenich รองหัวหน้าส่วนส.ส.
สำหรับตำแหน่งหัวหน้าส่วนส.ส. Olaf
Scholz รัฐมนตรีคลังได้ปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้าพรรค
ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวร
โดยเขาได้กล่าวที่สถานีโทรทัศน์ ARD ว่าไม่มีเวลาที่จะทำงานในตำแหน่งหัวหน้าพรรคควบกับตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องหาทางออกที่มีเหตุผล เขากล่าวว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องหากมีใครพยายามจะรวบทุกตำแหน่งมาไว้กับตัว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)