Noroviren
ในอาหารแช่แข็งและไวรัส Hepatitis-E
ในขนมปังยัดไส้
สถาบันเพื่อการวิเคราะห์ความเสี่ยงแห่งชาติยังไม่ยกเลิกการเตือนสำหรับประเทศเยอรมัน
เมื่อมองดูความเจ็บป่วยที่เกิดจากอาหาร
อาหารยังคงเป็นสาเหตุของการติดเชื้อมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ กรณีต่อปี แนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามการเปิดเผยของสถาบัน ฯ
ที่เบอร์ลิน เพื่อลดความเสี่ยง สถาบัน ฯ
ได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ดิบและเนื้อหมูป่าดิบและหอยที่ไม่ได้ทำให้สุกก่อน
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
การบริโภคเนื้อสัตว์
แม้ว่าการบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วโลกในรอบปีที่ผ่าน
ๆ มาและหลายสิบปีโดยรวมแล้วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในประเทศเยอรมันล่าสุดสังเกตพบการเคลื่อนไหวในทางตรงกันข้ามในการบริโภคเนื้อสัตว์
แม้ว่าเนื้อสัตว์ยังคงรวมอยู่ในหนึ่งในอาหารที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดของชาวเยอรมันเช่นเดิม
แต่ท้ายสุดพลเมืองเยอรมันเฉลี่ยกินเนื้อสัตว์น้อยลง
ตามข้อมูลของกระทรวงอาหารและเกษตรกรรม ในปี
๒๐๑๗ การบริโภคอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ ๖๐ กิโลกรัมต่อปี
การถดถอยมาจากการลดลงอย่างชัดเจนของการกินเนื้อหมู ชาวเยอรมันเฉลี่ยกินเนื้อหมูเพียงราว ๓๖
กิโลกรัมเท่านั้น ในขณะที่กินสัตว์ปีก
(ราว ๑๒ กิโลกรัม) และเนื้อวัว (๑๐ กิโลกรัม) ที่พบบ่อย ๆ แพงกว่าเพิ่มขึ้น
การละลดเนื้อสัตว์ของชาวเยอรมันตรงกันกับแนวโน้มทั่วไปในยุโรป
ตามคำกล่าวของ Anne Mottet นักพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ขององค์การสหประชาชาติ ที่ซึ่งมีการชี้แจงอย่างมากมายว่าเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูงไม่ถูกสุขลักษณะ
และข้อมูลเกี่ยวกับอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อการผลิต
เธอกล่าวว่าคนเราคิดว่าวันนี้ไม่ต้องกินสเต็กอีกก็ได้
Silvia Woll จากสถาบันวิจัย
KIT
ที่คาร์ลสรูเฮอร์มองเห็นการเปิดกว้างโดยทั่วไปสำหรับเนื้อสัตว์จากห้องทดลองในผู้บริโภคชาวเยอรมัน ไม่ว่าในผู้ไม่กินเนื้อสัตว์
ผู้กินแต่พืชผักและผู้กินเนื้อ
แต่เธอกล่าวว่าเนื้อสัตว์จากห้องทดลองอาจจะถูกสุขลักษณะและราคาถูกอย่างไรก็ได้
แต่ถ้ารสชาติไม่เหมือนเนื้อสัตว์ก็ขายไม่ออก
ปัญหาต่อไป คือ การเพาะเซลล์ไขมันที่สำคัญมากสำหรับรสชาติ เธอตัดสินว่าคำถามจำนวนมากเกี่ยวกับเนื้อสัตว์จากห้องทดลองในขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ เทคโนโลยีในด้านนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
อาจเป็นไปได้ว่ามันจะไม่ออกมาสู่ตลาดเลยก็ได้ เนื่องจากไม่สามารถผลิตในปริมาณมากได้
วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ย้อนรอย พฤศจิกายน 2017
- หนังสือพิมพ์ “Süddeutsche Zeitung”
และสื่ออื่น ๆ รายงานเกี่ยวกับ “Paradise Papers”
ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีหลายพันกรณี โดยกระทบกับกลุ่มบริษัท
นักธุรกิจและนักการเมือง ค่าทรัพย์สินของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สองแห่งประเทศอังกฤษก็มีบทบาทด้วย
- Carles
Puigdemont อดีตหัวหน้ารัฐบาลของคาตาโลเนียที่โดนหมายจับจากประเทศสเปนเนื่องจากการปฏิวัติ
ได้เข้ามอบตัวกับทางการที่ประเทศเบลเยียม
- ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายสถานภาพส่วนบุคคล
เพื่อประโยชน์ของกลุ่มข้ามเพศ นอกเหนือจาก
“บุรุษ” และ “สตรี” ในอนาคตการบันทึกแรกเกิดต้องมีตัวเลือกที่สามด้วย
- Louvre
Abu Dhabi ที่อามิเรตท์เปิดให้ประชาชนเข้าชม พิพิธภัณฑ์ของ Jean Nouvel สถาปนิกชื่อดังชาวฝรั่งเศสแสดงงานจากยุคดึกดำบรรพ์จนถึงศตวรรษที่ ๒๑
- ภูมิภาคชายแดนของชาวเคิร์ดที่อิรักและอิหร่านสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของปีนี้ ประชาชนอย่างน้อย ๕๔๐ คนเสียชีวิต ส่วนใหญ่ในจำนวนนี้ที่จังหวัด Kermanschah ในภาคตะวันตกของอิหร่าน
หลายหมื่นคนไร้ที่อยู่อาศัย
- ตำรวจและอัยการบุกค้นสำนักงานใหญ่ของโฟล์คสวาเกนที่
Wolfsburg
โดยเกี่ยวพันกับการชำระเงินเดือนสูงให้กับ Bernd Osterloh และข้อต้องสงสัยว่าหลีกเลี่ยงภาษีและทุจริต
- กองทัพทำการปฏิวัติที่ประเทศซิมบับเวและกักขังโรเบิร์ต
มูกาเบ ผู้นำประเทศวัย ๙๓ ปีไว้ที่บ้านก่อนที่เขาจะลาออกในเวลาต่อมา ผู้มารับตำแหน่งต่อ ได้แก่ Emmerson Mnangagwa อดีตรองประธานาธิบดี
มูกาเบที่ปกครองประเทศแบบเผด็จการทำให้ซิมบับเวล่มสลายทางเศรษฐกิจ
- “Salvador Mundi” ภาพวาดอายุราว
๕๐๐ ปีของเลโอนาร์โด ดาวินซี ได้รับการประมูลที่คริสตีส์
กรุงนิวยอร์กด้วยราคาสูงเป็นประวัติการณ์ถึง ๔๕๐.๓ ล้านดอลลาร์ (๓๘๓.๖ ล้านยูโร)
ศิลปกรรมชิ้นนี้เป็นของอภิมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย
- เรือดำน้ำ “ARA San Juan”
ของประเทศอาร์เจนตินาพร้อมลูกเรือรวมทั้งสิ้น ๔๔ คนสูญหายในแอตแลนติกใต้ ปฏิบัติการค้นหาล้มเหลว
- I
bims (Ich bin es)
ได้รับเลือกให้เป็นศัพท์วัยรุ่นแห่งปี ตามการเปิดเผยของสำนักพิมพ์
Langenscheidt
- การประชุมสภาพภูมิอากาศโลกขององค์การสหประชาชาติที่บอนน์สิ้นสุดลงหลัง
๑๓ วัน ภายใต้การเป็นประธานของประเทศฟิดจิ
ประเทศที่เข้าร่วมทั้ง ๑๙๗ ประเทศเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับการลดสารพิษ โดยควรมีการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศยากจนผ่านทางกองทุน
- หลังหลายสัปดาห์ FDP ได้ยุติการเจรจาเพื่อฟังความคิดเห็นจาไมกากับ
CDU/CSU และพรรคเขียว
เนื่องจากขาดพื้นฐานความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ประธานาธิบดี Frank-Walter Steinmeier
ได้พยายามค้นหาทางออกจากวิกฤตทางการเมืองร่วมกับพรรคการเมืองทั้งหมด
- ประเทศเยอรมันคว้าน้ำเหลวในการโยกย้ายสำนักงานของสหภาพยุโรปจากลอนดอน
เนื่องจาก Brexit สำนักงานตัวแทนยาได้ย้ายไปอัมสเตอร์ดัม การตรวจตราธนาคารย้ายไปปารีส
- ศาลอาชญากรสงครามขององค์การสหประชาชาติที่กรุงเฮกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
Ratko
Mladic อดีตนายพลบอสเนียน-เซอร์เบียน
ผู้พิพากษาเห็นว่าเขาต้องรับผิดชอบต่อการสังหารหมู่กลุ่มมุสลิมบอสเนียนที่ Srebrenica ในปี ๑๙๙๕
- การก่อวินาศกรรมมัสยิดในภาคเหนือของเกาะไซไนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย
๓๐๕ คน
ในการก่อวินาศกรรมครั้งหนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ล่าสุดของประเทศอียิปต์
ผู้ก่อการอิสลามได้จุดระเบิดและยิงผู้นับถือศาสนา
- ในตอนท้ายของการพิจารณาคดีล้มละลาย
ศาลสตุดการ์ดได้ตัดสินจำคุก Anton Schlecker อดีตนักธุรกิจเป็นเวลา ๒
ปี โดยรอลงอาญาไว้ก่อน ส่วน Lars และ
Meike บุตรชายหญิงของเขาต้องโทษจำคุกเป็นเวลาเกือบ ๓ ปี
- ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปลงมติการอนุญาตให้ใช้ Glyphosat ยากำจัดวัชพืชที่เป็นที่ถกเถียงกันต่อไปอีก ๕ ปี รวมทั้งสิ้นประเทศสมาชิก ๑๘ ประเทศเห็นด้วย ๙
ประเทศไม่เห็นด้วย ๑ ประเทศงดออกเสียง
ประเทศเยอรมันลงมติเห็นด้วยและสร้างความโกรธเคืองให้กับสมาชิกพรรค SPD
- พระราชวังอังกฤษเปิดเผยว่าเจ้าชายแฮร์รี พระชนมพรรษา
๓๓ พรรษาทรงหมั้นหมายกับนางสาว Meghan Merkle ดาราภาพยนตร์อเมริกันวัย ๓๖
ปี พิธีเสกสมรสจะมีขึ้นในกลางปีหน้า
ป้องกันตัว
ตามคำพิพากษาของศาล
ผู้ที่เดินเล่นได้รับอนุญาตให้ใช้มาตรการป้องกันตัวที่ได้ผล หากสุนัขแปลกหน้าที่ไม่มีสายจูงและปราศจากการควบคุมของเจ้าของเข้ามาใกล้ โฆษกของศาลเมืองโคเบลนซ์กล่าวเมื่อวันที่ ๓๑
ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าคำตัดสินนี้ไม่เพียงมีผลในแคว้นไรน์ลันด์-ฟัลซ์เท่านั้น
หากแต่ใช้ได้เสมอหากระเบียบป้องกันอันตรายมีผลใช้บังคับ
โดยศาลได้ยืนยันคำตัดสินของศาลที่ไมนซ์
ตามระเบียบการป้องกันอันตรายในพื้นที่
ภายนอกบริเวณสถานที่ที่มีสิ่งปลูกสร้าง สุนัขต้องมีสายจูงตลอดเวลาโดยไม่ต้องมีการเรียกร้อง
หากเข้าใกล้บุคคลอื่น ๆ
ค่าแรงขั้นต่ำ
ในอีกสองปีข้างหน้าค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายสำหรับผู้รับงานหลายล้านคนในประเทศเยอรมันจะมีการขึ้นสองครั้ง ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๐๑๙ จะขึ้นจากปัจจุบัน ๘.๘๔
ยูโรเป็น ๙.๑๙ ยูโรต่อชั่วโมง และในวันที่ ๑ มกราคม ๒๐๒๐ จะขึ้นเป็น ๙.๓๕ ยูโร ตามการตัดสินของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๑
ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการถกเถียงกันถึงเรื่องการกำหนดพรมแดนขั้นต่ำที่สูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง Olaf Scholz รองนายก
ฯ
และรัฐมนตรีคลังได้ยืนยันข้อเรียกร้องของเขาถึงค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน เขาเห็นว่าค่าแรงขั้นต่ำ ๑๒ ยูโรเป็นเรื่องเหมาะสม
ตามข้อเขียนของเขาสำหรับ “bild.de”
อัตราการเกิด
หลังการเพิ่มขึ้นสูงอย่างน่าประหลาดใจในปี
๒๐๑๖ มีการพูดถึง “เบบีบูม” ครั้งใหญ่ในประเทศเยอรมัน กระนั้น
ในปีที่ผ่านมาจำนวนการเกิดลดลงเล็กน้อยอีกครั้งหนึ่ง
ตามการเปิดเผยของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคมที่ผ่านมาที่วิสบาเดน โดยในปีที่ผ่านมามีเด็กถือกำเนิดในประเทศเยอรมันราว
๗๘๕,๐๐๐ คน ลดลง ๐.๙%
เนื่องจากสตรีจากครอบครัวที่ลี้ภัยมีบุตรน้อยลงด้วย
นักสถิติกล่าวถึงความคงที่ของจำนวนการเกิดในระดับที่ค่อนข้างสูง แม้ว่าในปี ๒๐๑๖ จะมีการเพิ่มขึ้น ๗.๔% แต่การเพิ่มขึ้นสูงในครั้งกระนั้นสำนักงานสถิติแห่งชาติให้เหตุผลว่าเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนทางเทคนิคในการคำนวณด้วย
จำนวนเฉลี่ยบุตรต่อสตรีที่เรียกว่าตัวเลขการเกิดในปีที่แล้วอยู่ที่ ๑.๕๗
คนต่อสตรี ในปี ๒๐๑๖ เป็น ๑.๕๙ คน
สำนักงานเพื่อการวิจัยประชากรแห่งชาติ (BiB)
ที่วิสบาเดนเห็นว่าอัตราที่เพิ่มขึ้นชัดเจนในปี ๒๐๑๕ และ ๒๐๑๖
มาจากครอบครัวที่อพยพเข้ามาจากประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกสหภาพยุโรป เช่น
ซีเรียหรืออัฟกานิสถาน ตรงกันข้าม
ในปีที่ผ่านมาตัวเลขการเกิดในสตรีที่มีสัญชาติต่างด้าวลดลงจากจำนวนเด็ก ๒.๒๘ เหลือ
๒.๑๕ คน ในสตรีเยอรมันค่าอยู่ที่ ๑.๔๕ (ปี ๒๐๑๖ จำนวน ๑.๔๖ คน) รวมทั้งสิ้นค่าในสตรีเยอรมันในปีที่ผ่าน ๆ
มาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ระดับการศึกษามีบทบาทสูงมากต่อจำนวนเด็ก สตรีที่จบการศึกษาจากโรงเรียน Hauptschule
และ Realschule โดยไม่จบการเรียนเพื่อประกอบอาชีพโดยเฉลี่ยมีบุตรมากกว่าสองคน ในสตรีที่จบการศึกษามหาวิทยาลัยค่าอยู่ต่ำกว่าเด็ก
๑.๕๐ คน ซึ่งในปีที่ผ่าน ๆ
มาไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเป็น “ลักษณะแบบเยอรมัน”
ที่ไม่มีในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่น ๆ อย่างไรก็ดี
เงินผู้ปกครองและการเสริมสร้างสถานที่รับเลี้ยงดูเด็กมีส่วนยับยั้งไม่ให้ตัวเลขการเกิดในปัญญาชนสตรีถดถอยต่อไปอีก ในแคว้นใหม่ (ยกเว้นเบอร์ลิน) เฉลี่ยจำนวนเด็ก
๑.๖๑ คน ตัวเลขสูงกว่าในภาคตะวันตก (๑.๕๘ คน) อย่างชัดเจน
ความแตกต่างที่ต่อเนื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เชี่ยวชาญ ศาสตราจารย์ Norbert Schneider ผู้อำนวยการ BiB
ไม่เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของการเกิดในภาคตะวันออกมีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจหรือโครงสร้างพื้นฐาน หากแต่สิ่งแวดล้อมด้านวัฒนธรรม
ในภาคตะวันออกมีความกดดันด้านความคาดหวังถึงมารดาที่ดีและผู้ปกครองที่ดีน้อยกว่าในภาคตะวันตกอย่างชัดเจน
ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าความก้าวหน้าจะมีขึ้นได้หากในอนาคตผู้ปกครองสามารถประสานระหว่างการสร้างครอบครัวและอาชีพดีขึ้นกว่าเดิม
Mathias Lerch จากสถาบัน Max-Planck เพื่อการวิจัยประชากรศาสตร์ที่
Rostock กล่าวว่าบุรุษต้องต่อสู้เพื่อให้เวลาที่มากขึ้นกับลูก
ๆ เพื่อลดภาระภรรยา ที่สำคัญ ได้แก่
เวลางานที่ยืดหยุ่นกว่าเดิมคล้ายคลึงกับในสแกนดิเนเวีย ที่ซึ่งระหว่างนี้การทำงานสัปดาห์ละสี่วันสำหรับผู้ปกครองที่ประกอบอาชีพเป็นเกณฑ์ปกติ
เขากล่าวว่ามันจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง ชไนเดอร์ก็เห็นคล้ายคลึงกัน กระนั้น
ตามการพยากรณ์ของ BiB จำนวนการเกิดในสองสามปีหน้าจะลดลงอย่างชัดเจน นอกจากนั้น ในประเทศเยอรมันแต่ละปีจำนวนมีประชากรเสียชีวิตมากกว่าเด็กเกิดใหม่ พัฒนาการนี้มีขึ้นตั้งแต่ปี ๑๙๗๒ ในปีที่ผ่านมาจำนวนกรณีเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ๒.๔%
เป็น ๙๓๓,๐๐๐ คน
ทำให้ความแตกต่างระหว่างกรณีเสียชีวิตและการเกิดอยู่ที่ ๑๕๐,๐๐๐ คน
ไปตรวจดวงตากันเถอะ
เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาผู้เขียนได้เดินทางไปประเทศไทยอย่างกระทันหัน
ไม่มีการวางแผนมาก่อน เนื่องจากญาติ ๆ
พากันเดินทางจากต่างทวีปทั่วโลกมายังเมืองไทยในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ธรรมดาของครอบครัวเรา ปกติจะสวนทางกันตลอด
ทุกคนจึงมีความเห็นว่าผู้เขียนควรไปรวมญาติด้วย เพื่อให้พร้อมหน้าพร้อมตา
เพราะโอกาสอย่างนี้คงไม่มีบ่อย หลังจากลังเลตัดสินใจไม่ตกอยู่หลายวัน
เพราะตั้งใจจะเดินทางไปเดือนเมษายนปีหน้าอยู่แล้ว
ในที่สุดไม่อยากถูกตราหน้าว่าเล่นตัว จึงจองตั๋วในวันศุกร์และเดินทางในวันพฤหัสถัดมา
โดยการเดินทางจากดุสเซลดอร์ฟตรงไปเชียงใหม่ทีเดียว
หลังการรวมญาติที่เชียงใหม่เสร็จเรียบร้อย
และทุกคนแยกย้ายกันไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ผู้เขียนก็กลับมาบ้านที่กรุงเทพ ฯ
และคิดว่าควรใช้เวลาที่เหลือหนึ่งอาทิตย์ให้เป็นประโยชน์ โดยการไปหาหมอตรวจต้อดีกว่า
(การตรวจต้อที่ประเทศเยอรมัน บริษัทประกันสุขภาพจะไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่าย) แต่เนื่องจากเดินทางกระทันหัน
จึงไม่ได้นัดไว้ล่วงหน้า คิดว่าโอกาสที่จะได้ตรวจโดยการเดินเข้าไปเฉย ๆ
ทั้งคลินิกปกติและคลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่เป็นคนไข้อยู่น่าจะพอ ๆ กับศูนย์
ดีที่ว่าพี่สาวไปพบเข้าโดยบังเอิญว่าที่โรงพยาบาลปอดเดิมบนถนนพหลโยธินเยื้องสถานีโรงพักบางซื่อขณะนี้มีโรงพยาบาลมาเปิดใหม่ในชื่อว่าโรงพยาบาลประสานมิตร
ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐ
ให้บริการรักษาโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทาง ซึ่งรวมถึงคลินิกตาด้วย นัยว่าคนไม่ค่อยเยอะ
ไปสาย ๆ ก็ได้ ช่างเหมาะเหม็งอะไรเช่นนี้
ในวันว่างวันหนึ่งผู้เขียนจึงเดินโต๋เต๋ไปถึงโรงพยาบาลในเวลา ๗.๓๐ น.
ได้บัตรนัดหมายเลข ๖ แต่ผู้ป่วยนอกจะต้องรอทำทะเบียนประวัติก่อน โดยเจ้าหน้าที่จะเริ่มงานในเวลา ๘ นาฬิกา นั่งอ่านหนังสือที่ติดมือไปด้วยไม่นานนักก็ได้เรียกกรอกประวัติ
ที่ผู้เขียนเห็นว่าแปลก
คือการถามชื่อนามสกุลและเบอร์โทรศัพท์ญาติในกรณีที่ไม่สามารถติดต่อคนไข้ได้ เอ๊ะ
แบบนี้ก็มีเหรอ เอาก็เอา หลังจากได้แฟ้มแล้วก็เดินไปยื่นที่คลินิกตา อุแม่เจ้า
ชั่วเวลาเพียงไม่กี่สิบนาทีทำไมคนนั่งรอกันเต็มห้อง คงเป็นคนไข้เก่าที่นัดไว้แล้วล่วงหน้า
พยาบาลคงเห็นผู้เขียนทำหน้านิ่ว จึงชี้แจงว่าวันนี้คนไข้มากเป็นพิเศษ ฮืม์
แปลว่าเราแจ็คพ็อตสินะ ไม่เป็นไร มีหนังสืออ่านเสียอย่าง
แต่แปลกใจที่ว่าทำไมคนเขาจึงมากันเป็นคู่ ๆ
ไอ้ที่เห็นเต็มห้องนั่นเป็นญาติคนไข้เสียครึ่งหนึ่งได้ ไม่นานก็ได้รับการเรียกตรวจ
คุณหมอเป็นแพทย์สาวสวย พูดจาดี ซักถามความต้องการของคนไข้อย่างใจเย็น
เมื่อชี้แจงว่าอยากตรวจต้อ เพราะตนเองนั้นอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แม่เป็น พี่เป็น
สายตาสั้นมากและส.ว.แล้ว หนสุดท้ายที่ตรวจก็หลายปีมาแล้ว
คุณหมอก็ว่างั้นควรตรวจขยายม่านตาด้วย แต่พอหยอดยาแล้วตาจะพร่ามัวไปหกชั่วโมง
จึงควรมีญาติมาด้วยเพื่อจูงกลับบ้าน อ้อ
นี่เองคือเหตุที่ว่าทำไมจึงมากันเป็นคู่ แต่คุณหมอขา วันธรรมดาอย่างนี้ใครเขาก็ทำงานกันหมด
กว่าจะตามตัวมาได้ไม่ไหวนะค้า พยาบาลจึงช่วยตัดสินใจให้ ว่างั้นก็นั่งแท็กซีกลับบ้านแล้วกัน
เป็นอันตกลงตามนั้น
การตรวจมีทั้งตรวจวัดสายตาหรือความสามารถในการมองเห็น
การตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ตรวจเลนส์ตาซ้าย-ขวาและการหยอดตาเพื่อขยายม่านตา โห
ท่านผู้ชม อันนี้แหละตัวแสบเลย พอยาไปกระทบกับลูกนัยน์ตาเท่านั้น
ผู้เขียนก็หลับตาปี๋โดยอัตโนมัติ ทำยังไงก็ลืมไม่ขึ้น
ไม่ว่าน้องพยาบาลจะอดทนพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ลืมตาให้หน่อย กี่ครั้งกี่หน
จนในที่สุดเธอต้องเอายาชามาหยอดให้จึงค่อยยังชั่วขึ้น ทนรับการหยอดตาครั้งต่อ ๆ
ไปได้ แต่สักพักพอยาออกฤทธิ์อาการตาพร่าเริ่มปรากฎ
หนังสือหนังหาเป็นอันว่าไม่ต้องอ่านกันละ ตอนคุณหมอเรียกไปฟังคำวินิจฉัยก็ต้องค่อยคลำทางไปโดยมีน้องพยาบาลคอยประคอง
ผลการตรวจพบว่าเริ่มมีอาการต้อกระจก ซึ่งเป็นอาการเสื่อมของตาตามวัย
คุณหมอเปรียบเทียบกับผมที่หงอกหรือผิวพรรณที่เหี่ยวมีริ้วรอยเมื่อวัยสูงขึ้น เมื่อสอบถามว่ามียาช่วยรักษาหรือชะลออาการไหม หรือทำอย่างไรให้อาการเสื่อมลดน้อยลง คุณหมอว่ามียาหยอดตา
แต่ตามจริงแล้วก็ไม่ได้ช่วยอะไร อ้าว สรุปแล้วคือปล่อยไปตามนี้จนกว่าจะเป็นมากจนสามารถผ่าตัดลอกได้ ซึ่งระยะเวลาก็แตกต่างกันไปในคนไข้แต่ละราย
บางรายอาจต้องผ่าตัดตั้งแต่เพิ่งเริ่ม ๕๐ บางรายก็ ๗๐ กว่าไปแล้ว จึงควรตรวจสายตาทุกปี
ปีละ ๑-๒ ครั้ง ผู้เขียนจะเดินทางไปเมืองไทยในอีก ๖ เดือนข้างหน้าอยู่แล้ว
จึงขอนัดไว้เลย
กลับบ้านมาหาข้อมูลเกี่ยวกับต้อกระจกอ่านเพิ่มเติมจากหลาย
ๆ เว็บ สรุปได้ว่าต้อกระจก คือ
ภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว
ทำให้แสงไม่สามารถเข้าไปในตาได้ตามปกติ
ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนหรือมีอาการตามัว
สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของโปรตีน
ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ตาขุ่นหรือนิวเคลียสแข็งขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงนี้สัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น มักพบมากในผู้มีวัยตั้งแต่ ๕๐
ปีขึ้นไปหรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดจากมารดาติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์
อาการ คือ รู้สึกว่าตามัวคล้ายมองผ่านหมอก
เห็นภาพซ้อนหรือมัว เห็นแสงกระจายขณะขับรถตอนกลางคืน
สังเกตเห็นต้อสีขาวตรงรูม่านตา บางคนอาจต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย แต่หลังต้อกระจกเป็นมากขึ้น
การเปลี่ยนแว่นจะไม่ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดต้อกระจก ได้แก่
- ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต
- มีโรคประจำตัวที่ส่งเสริมให้เกิดต้อกระจกได้
เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต โรคอ้วน
- ดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องและปริมาณมาก
- สูบบุหรี่
- ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
และยาลดไขมันบางชนิด
- เคยได้รับบาดเจ็บ
ผ่าตัดหรือมีการติดเชื้อบริเวณตา
- มีประวัติครอบครัวเป็นต้อกระจก
การรักษา
ในช่วงแรกของการเป็นต้อกระจกการเปลี่ยนแว่นหรือใช้ยาหยอดตาสามารถช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น
การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นความถี่สูง (Phacoemulsification)
และการใช้เลนส์เทียม
การป้องกัน
- สวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต
- พักสายตาเมื่อต้องใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินเอ อี และซี
เพื่อช่วยบำรุงสายตา
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ตรวจสายตาเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้มีวัยตั้งแต่ ๔๐ ปีขึ้นไป
ด้วยเหตุนี้จึงอยากชักชวนแฟนอ่าน “ชาวไทย”
ทุกท่านที่มีวัย ๔๐ ปีขึ้นไปไปตรวจนัยน์ตากันทุกปีแม้ว่าจะไม่มีปัญหาอะไร
ถือเป็นการตรวจตามเกณฑ์อายุในผู้ที่ไม่มีอาการผิดปกติตามแต่ที่สะดวก
ไม่ว่าที่ประเทศเยอรมันหรือที่ประเทศไทยก็ตาม
เนื่องจากนัยน์ตาเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อนที่สุดอย่างหนึ่งของคนเรา จึงสมควรทะนุถนอมกันไว้ให้ดี
เพื่อให้สามารถใช้งานได้ไปตลอดอายุขัย เอ๊ะ ฟังดูน่ากลัวไปไหมเนี่ย
แต่ก็ตามนั้นแหละจร้า
เรียบเรียง“เอื้อยอ้าย”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)