ปกติเวลาพูดคุยกันกับญาติสนิทมิตรสหายที่ประเทศไทย หัวข้อหนึ่งที่รวมอยู่ด้วยเสมอก็คือการสอบถามเรื่องสภาพภูมิอากาศ หนาวไหม ร้อนไหม หิมะตกไหม ฯลฯ เมื่อไรก็ตามที่ผู้เขียนบ่นเรื่องอากาศร้อน อุณหภูมิปาเข้าไปกว่าสามสิบองศา ก็จะมีไม่ใครก็ใครที่ทักว่าเมืองไทยก็ร้อนแบบนี้ทั้งปีทั้งชาติ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ต้องมานั่งขยายความว่ามันไม่เหมือนกันนะ
พอดีได้ไปอ่านเจอบทความหนึ่งในเฟซบุ๊กที่ให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนอดคัดลอกเอามาให้อ่านกันไม่ได้ บอกก่อนเลยว่า ยาวมาก ๆ ๆ กว่าเจ็ดบรรทัดหลายเท่า แต่ดีมาก ๆ เช่นกัน
จะพยายามย่นย่อให้สั้นลงเท่าที่ทำได้ โดยเพจ “Environman” ได้เขียนอธิบายว่า อุณหภูมิ ๔๐ องศาเท่ากัน แต่ทำไมรุนแรงต่างกัน คลื่นความร้อนแผดเผาเมืองหนาว ทำไมอันตรายกว่าเมืองร้อนทั้งปี หลายคนอาจคิดว่าอุณหภูมิแค่สามสิบกว่าก็แค่นั้นเอง แต่ทำไมถึงมีคนตายในยุโรปเป็นสิบเป็นร้อยทุกครั้งที่คลื่นความร้อนถาโถม
ขณะที่คนไทยยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติแม้จะร้อนไม่แพ้กัน คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอุณหภูมิ แต่อยู่ที่กลไกที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก
ปัจจัยที่ ๑ ร่างกายทนความร้อนได้ต่างกัน
หัวใจของปัญหาคือการปรับตัวทางสรีรวิทยา ร่างกายมนุษย์สามารถปรับตัวให้ทนความร้อนได้ก็จริง แต่ต้องอาศัยการสัมผัสความร้อนอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาหลายสัปดาห์ต่อเนื่องกัน คนไทยอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนชื้นตลอดทั้งปี ร่างกายจึงได้รับการฝึกฝนมาตลอดชีวิต ระบบระบายความร้อนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เหงื่อออกเร็ว หัวใจสูบฉีดเลือดอย่างสม่ำเสมอ และร่างกายสามารถควบคุมอุณหภูมิแกนกลางได้โดยอัตโนมัติ
คนยุโรปซึ่งอาศัยอยู่ในอุณหภูมิเย็นตลอดทั้งปี ร่างกายถูกตั้งโปรแกรมให้เก็บกักความร้อน ไม่ใช่ระบาย เมื่อคลื่นความร้อนมาถึงกะทันหัน ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน ทำให้อุณหภูมิแกนกลางร่างกายพุ่งสูงเร็วกว่าปกติมาก ซึ่งนำไปสู่ภาวะฮีทสโตกหรือความล้มเหลวของอวัยวะได้
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ “PMC” พบว่าผู้ที่ไม่ได้ปรับตัวต่อความร้อนจะมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก เมื่ออุณหภูมิพุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน เพราะร่างกายไม่มีกลไกตอบสนองที่พร้อมรับมือ ต่างจากผู้ที่ปรับตัวแล้ว ซึ่งร่างกายจะเริ่มกระบวนการระบายความร้อนได้เร็วกว่าหลายเท่า ยิ่งไปกว่านั้นคลื่นความร้อนของยุโรปปี ๒๕๖๙ มาเร็วผิดปกติ
คลื่นแรกมาในเดือนพฤษภาคมก่อนที่ฤดูร้อนจะเริ่มต้นตามปฏิทินด้วยซ้ำ หมายความว่า ร่างกายคนยุโรปยังอยู่ในโหมดฤดูใบไม้ผลิ ไม่ใช่ฤดูร้อน เมื่อถูกความร้อนโจมตี
ปัจจัยที่ ๒ กลางคืนที่ร้อนฆ่าคนได้มากกว่ากลางวัน
คนทั่วไปมักเข้าใจว่าอันตรายของคลื่นความร้อนอยู่ที่อุณหภูมิกลางวัน แต่นักระบาดวิทยาชี้ว่าปัจจัยที่อันตรายที่สุดคือ อุณหภูมิกลางคืนที่ไม่ลดลง ร่างกายมนุษย์ต้องการเวลากลางคืนเพื่อฟื้นฟูตัวเอง คืนไหนที่อุณหภูมิต่ำกว่า ๒๐ องศา ร่างกายสามารถรีเซ็ตกลไกภายในได้ แต่เมื่อยุโรปเผชิญสิ่งที่นักอุตุนิยมวิทยาเรียกว่า “คืนร้อนแบบเขตร้อน” คือคืนที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า ๒๐ องศาเซลเซียสตลอดคืน ร่ายกายจะสะสมความเครียดทางความร้อนแบบไม่มีโอกาสพักฟื้น ยิ่งทรมานวันแล้ววันเล่า อวัยวะก็จะเริ่มล้มเหลว
ปัจจัยที่ ๓ บ้านถูกสร้างมาเพื่อกักเก็บความร้อน ไม่ใช่ระบาย
นี่คือปัจจัยทางสถาปัตยกรรมที่หลายคนมองข้าม บ้านเรือนในยุโรปเหนือและยุโรปกลางถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บความอบอุ่นในฤดูหนาว ผนังหนา หน้าต่างเล็ก ฉนวนกันความเย็นดีเยี่ยม ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมสำหรับฤดูหนาว แต่กลายเป็นกับดักความร้อนในฤดูร้อน เมื่อความร้อนเข้าไปในบ้านแล้ว มันออกมาได้ยากมาก อุณหภูมิภายในบ้านอาจสูงกว่าภายนอกบ้านด้วยซ้ำ โดยเฉพาะชั้นบนสุดที่อยู่ใต้หลังคาโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิจัยฝรั่งเศสค้นพบว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเสียชีวิต จากคลื่นความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ในปี ๒๕๔๖ คือ การนอนชั้นบนสุดที่อยู่ใต้หลังคา
ในขณะที่บ้านเรือนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกออกแบบให้ระบายอากาศได้ดี บางแห่งมีการยกใต้ถุนสูง หน้าต่างกว้างและออกแบบให้ลมพัดผ่านได้สะดวก แม้จะไม่มีเครื่องปรับอากาศ
ปัจจัยที่ ๔ ไม่มีเครื่องปรับอากาศและไม่เคยคิดว่าจะต้องมี
ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ชี้ว่ามีเพียง ๑๙%ของครัวเรือนในยุโรปที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เทียบกับ ๗๖% ในอเมริกาเหนือ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าทวีปที่เคยมีอากาศเย็นสบายตลอดประวัติศาสตร์ไม่เคยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านความเย็น แม้แต่อาคารสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาลชุมชนและสถานดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากในยุโรปเหนือก็ยังไม่มีระบบทำความเย็น ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวในแฟลตชั้นบน จึงไม่มีทางหนีความร้อนได้เลยเมื่อคลื่นความร้อนมา แม้ในปี ๒๕๖๙ ปัญหานี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข การสำรวจของสหภาพยุโรปพบว่า ๒๖% ของครัวเรือนในยุโรปไม่สามารถรักษาอุณหภูมิในบ้านให้อยู่ในระดับสบายได้ในช่วงหน้าร้อน และตัวเลขนี้พุ่งขึ้นถึง ๓๕% ในกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำสุด
ปัจจัยที่ ๕ ประชากรสูงวัยในสังคมที่แยกตัวอยู่คนเดียว
ยุโรปมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงที่สุดในโลก และผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุดต่อคลื่นความร้อน เพราะกลไกการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายเสื่อมประสิทธิภาพลงตามอายุ ความรู้สึกกระหายน้ำลดลง ทำให้ขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว และยาหลายชนิดที่ผู้สูงอายุใช้ ก็ส่งผลต่อการควบคุมความร้อน
แต่ปัญหาสำคัญกว่าแค่ร่างกายคือโครงสร้างทางสังคม วัฒนธรรมยุโรปมีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่คนเดียวในอพาร์ตเมนท์มากกว่าในเอเชีย เมื่อคลื่นความร้อนมาในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดพักผ่อนของชาวยุโรป ลูกหลานจำนวนมากก็ออกเดินทางท่องเที่ยว ปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านตามลำพัง บทเรียนจากคลื่นความร้อนปี ๒๕๔๖ ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรปยืนยันเรื่องนี้ชัดเจน ในฝรั่งเศสปีนั้น มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๑๔,๘๐๒ ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียว ไม่มีใครคอยดูแลและไม่รู้ว่าต้องรับมือกับความร้อนขนาดนี้ได้อย่างไร
สิ่งที่เกิดขี้นในยุโรปตอนนี้สะท้อนความจริงเรื่องหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ด้านอุณหภูมิเตือนมาตลอด อันตรายของคลื่นความร้อนไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเบี่ยงเบนจากสิ่งที่ร่างกายและสังคมนั้น ๆ คุ้นเคย ๔๐ องศาในยุโรป จึงอันตรายกว่า ๔๐ องศาในไทยอย่างเทียบไม่ติด
เห็นไหม น่าสนใจมากอย่างที่ว่าไหมล่ะ ให้คะแนนเต็มร้อยไม่หักไปเลย ต่อไปนี้ใครโดนว่าดัดจริต อากาศร้อนแค่นี้ทำเป็นบ่น เอาเรื่องนี้ให้อ่านไปเลย ความจริงบทความยังยาวกว่านี้มาก พูดถึงวิกฤตตัวเลขความสูญเสียและทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญสำหรับคนไทยด้วย แต่เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดอยากอ่านยาวขนาดนั้น จึงขอตัดจบแค่ปัจจัยข้างต้นเท่านั้นพอ
ต้องขอขอบคุณเจ้าของเพจที่เขียนบทความดี ๆ ให้เราได้อ่านกัน
เรียบเรียงโดย "เอื้อยอ้าย"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น