วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตามล่ามรดกโลก


         เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาพี่สาวของผู้เขียนและเพื่อนพี่สาวได้พากันมาเที่ยวยุโรป โดยเริ่มต้นที่ประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากได้ยินคำร่ำลือมาว่าการขอวีซาเชงเกนจากฝรั่งเศสสามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก แล้วยังได้แบบสามารถเดินทางเข้าออกได้หลายครั้ง (Multiple) อีกด้วย ซึ่งหลังจากพี่สาวไปยื่นขอมาแล้ว ก็ได้รับวีซา ๓ ปีมาสมอารมณ์หมายในราคาราว ๖๐ ยูโร และเพื่อความสมจริงสมจัง ว่าอยากมาฝรั่งเศสจริงจริ๊งก็เลยอยู่เที่ยวฝรั่งเศสเสียหนึ่งสัปดาห์  โดยผู้เขียนได้นั่งรถไฟตามไปสมทบที่ Straßburg  แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงนั่นคือตั้งใจจะไปเที่ยว Colmar เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากสตราซบวร์กเพียงแค่ ๖๔ กิโลเมตร ใช้เวลานั่งรถไฟ ๓๐ นาทีก็ถึง
         อันว่าสตราซบวร์กนี้เป็นเมืองหลวงของภูมิภาค Alsace-Champagne-Ardenne-Lorraine อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศสใกล้พรมแดนประเทศเยอรมันและยังเป็นที่ตั้งอย่างเป็นทางการของรัฐสภาสหภาพยุโรป ย่านเมืองเก่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมากว่า ๓๐ ปีแล้ว ส่วนย่าน Wilhelminische Neustadt หรือที่เรียกกันว่า "ย่านเยอรมัน" ก็เพิ่งถูกจัดให้เป็นมรดกโลกเช่นเดียวกันเมื่อไม่นานมานี้  ผู้เขียนตั้งท่าจะไปเที่ยวมาหลายครั้งหลายหน แต่ก็ได้แต่ตั้งท่า เคยขับรถผ่านก็หลายครา แต่ก็ไม่ได้แวะ ความที่คุณสามีเป็นพวกไม่ชอบแวะเบี้ยบ้ายรายทาง เธอมีแผนว่าจะทำอะไรจะไปไหนก็ทำตามแผน ไม่มีนิสัยเถลเถไถแบบเรา คราวนี้ได้ไปสมใจเสียที ทั้งที่โดนขู่ทั้งจากลูกชายและคุณสามีให้ระวังอันตรายจากการเดินทางด้วยรถไฟคนเดียว ซึ่งกินเวลาราวหกชั่วโมง ในความเป็นจริงสามารถเดินทางได้เร็วกว่านี้ แต่ความตึ๊งหนืดของผู้เขียน ทำให้จองตั๋ว Europa Spezial ของการรถไฟแห่งประเทศเยอรมัน (DB)  ซึ่งได้ตั๋วถูกก็จริง (เดินทางไปกลับแค่ ๕๘ ยูโรเศษ) แต่ก็ไม่ได้นั่ง ICE ได้นั่งแค่ IC  ผู้เขียนเองเป็นคนชอบนั่งรถไฟดูวิวทิวทัศน์อยู่แล้ว ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่โดนพี่ DB ทำพิษเข้าให้เต็มเปา แต่อันนี้ขอยกยอดไปเล่าในคราวหลัง  หาไม่คงจะไม่ถึงสตราซบวร์กเสียทีเป็นแน่
         หลังจากระหกระเหินจากพิษ DB เสียอ่วม ผู้เขียนก็มาถึงสตราซบวร์กจนได้ ก่อนหน้านี้บอกพี่สาวที่ไปถึงก่อนให้สำรวจตั๋วและป้ายรถรางที่จะขึ้นไปยังที่พัก รวมทั้งตั๋วรถไฟที่จะเดินทางไปโคลมาร์ในวันรุ่งขึ้นไว้ให้เสร็จสรรพ เพื่อไม่ให้เสียเวลาต้องไปงมหา พี่สาวแสนดีซื้อตั๋วโดยสารรถสาธารณะแบบไม่จำกัดเที่ยวภายใน ๒๔ ชม. สำหรับ ๓ คนไว้ให้ในราคา ๖.๘๐ ยูโร ก็พาขึ้นรถไฟใต้ดินที่มีป้ายอยู่ทั้งข้างใต้สถานีรถไฟใหญ่ไปยังที่พักตามที่เจ้าของบ้านอธิบายทางไว้ให้ เป็นที่น่าสังเกตว่าคนฝรั่งเศสที่พบตามถนนหนทางไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษและเยอรมันกันเท่าใดนัก หายากมากทีเดียวที่จะถามทางกันได้รู้เรื่องโดยไม่ต้องผสมภาษาเศษฝรั่งของผู้เขียนที่หลงเหลือจากที่คืนครูไป ติดสมองอยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ และการบุ้ยใบ้ใช้ภาษามือ ค่อยยังชั่วเจ้าของบ้านที่ไปพักเธอสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี อันว่าที่พักนี้ผู้เขียนจองจากอินเตอร์เน็ตโดยเลือกบ้านส่วนบุคคลที่แบ่งห้องให้เช่า เนื่องจากพบว่าอยู่สบายดีกว่าโรงแรม ที่ทางกว้างขวาง ทำอาหารได้ และที่สำคัญได้รู้จักกับชาวบ้านร้านถิ่นตัวจริงเสียงจริง สามารถพูดคุยและสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวก็ได้ ถ้าอยากรู้ ตามปกติก็ไม่ค่อยเจอะเจอหน้ากันเท่าไรนัก นอกจากเวลาเข้าพักที่ต้องมีการมอบกุญแจและชี้ที่ทางห้องนอนห้องน้ำห้องครัว ฯลฯ เนื่องจากเจ้าของบ้านก็ไปทำงาน พวกเราก็ออกตระเวณเที่ยวกันทั้งวัน ตกเย็นหรือค่ำถึงได้กลับไปนอน บ้านพักที่สตราซบวร์กนี่ก็เช่นเดียวกัน
         วันรุ่งขึ้นต้องรีบร้อนตื่นแต่เช้ามืด เนื่องจากแจ็คพ็อตการรถไฟแห่งประเทศฝรั่งเศสทำการสไตรค์ ลดจำนวนเที่ยวลง หากไม่ขึ้นเที่ยวแรก ก็จะต้องรอไปจนถึงบ่ายคล้อยนั่นแล พวกเรา ขมีขมันลุกขึ้นมาแต่งตัว กินอาหารเช้าแบบง่าย ๆ ที่เจ้าของบ้านเตรียมไว้ให้ แล้วก็เดินมาขึ้นรถเมล์ด่อด้วยรถรางกลับมายังสถานีรถไฟใหญ่เช่นเดิม ตรงนี้ขออธิบายนิดนึงว่าตั๋ว ๒๔ ชม.ที่ซื้อมานั้นจะเริ่มนับเวลาจากการแสตมป์ตั๋วครั้งแรก โดยใช้หลักการไว้ใจกันว่าผู้ใช้จะไม่โกง ผู้ใดหัวใสคิดจะประหยัดโดยการไม่เสียบตั๋วเข้าไปในเครื่องที่มีอยู่ทั่วไปตามป้ายรถรางหรือรถไฟใต้ดินก็ทำได้ แต่ไม่แนะนำ เนื่องจากเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีคนตรวจตั๋วขึ้นมาตรวจเมื่อใด (คณะเราเคยเจอหนึ่งครั้งดักอยู่ตรงทางลงจากรถเมล์ ตัวขนาดน้อง ๆ ยักษ์ หน้าตาก็ขมึงทึงไม่แพ้กัน) จะได้ไม่คุ้มเสีย นอกจากนั้นราคาเท่านี้ก็นับว่าคุ้มสุดคุ้มแล้ว เพราะลำพังตั๋วรถเมล์เที่ยวเดียวก็มีราคา ๒ ยูโรแล้ว นี่สามารถขึ้นรถสาธารณะได้ทั้งรถเมล์ รถราง รถไฟใต้ดิน ส่วนตั๋วรถไฟที่จะไปโคลมาร์นั้น ทีแรกผู้เขียนได้ข้อมูลจากการท่องเที่ยวของสตราซบวร์กมาว่ามีตั๋วที่เรียกว่า Elsass Plus สำหรับกรุ๊ปในราคาเพียง ๑๕ ยูโร  แต่เมื่อวานตอนที่พี่สาวไปติดต่อขอซื้อ เจ้าหน้าที่ขายตั๋วบอกว่าใช้ได้สำหรับวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น อ้าว แล้วกัน แล้วการท่องเที่ยว ฯ ก็ไม่บอกให้ละเอียด เป็นอันว่าต้องซื้อตั๋วรถไฟชั้นสองในราคา ๑๒.๙๐ ยูโรต่อคน (ชั้น ๑ ราคา ๑๙.๔๐ ยูโร) เนื่องจากเดินทางกันในวันธรรมดา ตามจริงผู้เขียนเคยอ่านเจอเหมือนกันว่าสามารถโดยสารรถบัสไปได้ในราคาตั้งแต่ ๕ ยูโรขึ้นไป แต่ไม่ได้สนใจที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม เพราะเป็นคนชอบนั่งรถไฟมาแต่ไหนแต่ไร  นั่งเล่นเย็นใจไปเพียงครู่เดียวก็ถึงโคลมาร์เมืองในฝัน ลงรถไฟที่สถานีรถไฟของเมืองแล้วเดินตามป้าย Zentrum เข้าไปในตัวเมือง ตามจริงระยะทางไม่ไกลนัก แต่ไปกับคณะที่ชอบการถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ เห็นอะไรก็ตื่นตาตื่นใจไปเสียหมด จึงต้องแวะถ่ายรูปกันตลอดเวลา เนื่องจากยังเช้าอยู่มาก จึงแทบว่าทั้งปาร์ค Champ de Mars จะเป็นของเราก็ว่าได้ สวนสาธารณะกลางเมืองแห่งนี้ต้นไม้เขียวชอุ่ม ตามข้อมูลนัยว่ามีต้น Linden รายล้อมอยู่ถึง ๑๙๓ ต้นทีเดียว จุดสนใจของพี่ ๆ สองคนก็หนีไม่พ้นรูปปั้น Bartholdi*นายพล Rapp และน้ำพุ Bruat
         ปกติสิ่งแรกที่เรามักจะทำกันเป็นปกติเวลาไปที่ใด คือการมุ่งไปที่สำนักงานท่องเที่ยวของเมืองนั้น ๆ เพื่อขอแผนที่และข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว สัญลักษณ์ของสำนักงานท่องเที่ยวจะเหมือนกันทุกแห่ง คือ ตัว I และมักจะอยู่กลางเมือง ที่โคลมาร์ก็เช่นเดียวกัน เดิน ๆ หยุด ๆ ถ่ายรูปและวินโดว์ช็อปปิงตามป้ายตัวไอไปเรื่อย ๆ จนเจอ สำนักงานสว่างไสวดี มีแผ่นพับแจกหลายภาษา มีของที่ระลึกขาย และที่สำคัญได้เข้าห้องน้ำสะอาดสะอ้านฟรีโดยไม่คาดหมาย ระหว่างนั่งรอพี่ ๆ เข้าห้องน้ำ ผู้เขียนหยิบเอกสารแจกมานั่งอ่านไปพลาง ๆ ได้ความว่า Colmar อยู่บนถนนสายไวน์ที่มีชื่อเสียงของภูมิภาค ได้รับการกล่าวถึงครั้งแรกตั้งแต่ในปี ค.ศ. ๘๒๓ ในปี ๑๑๐๖ ถูกไฟไหม้ได้รับความเสียหาย ระหว่างปี ๑๘๗๑-๑๙๔๕ ถูกสลับสับเปลี่ยนอยู่ในมือของประเทศเยอรมันและฝรั่งเศส หลังการลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายส์ในวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๑๙๑๙ ได้ตกเป็นของฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง  จนปี ๑๙๔๐ จึงได้เข้าร่วมกับอาณาจักรที่ ๓ (Dritte Reich) ช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง หลังการสู้รบกันอย่างหนักหน่วง โคลมาร์ได้ตกเป็นของฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเมืองเก่าได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก โดยประกอบไปด้วยโบสถ์ คลอง รูปปั้น น้ำพุ บ้านปูนเปลือยที่โชว์งานไม้ (Fachwerk) อาคารที่ส่วนด้านหน้ามีสีสันและลวดลายสวยงามจากยุคกลางและยุคเรอเนซองส์ ซึ่งรอดพ้นจากการถูกระเบิดระหว่างสงครามมาได้อย่างน่าประหลาดใจ ในแผนที่เมืองที่หยิบมานั้นระบุสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเมืองไว้สิบกว่าแห่ง ส่วนใหญ่ก็จะคล้ายกับข้อมูลที่ผู้เขียนอ่านไปจากที่บ้าน เนื่องจากเมืองมีขนาดไม่ใหญ่นัก จึงสามารถเดินชมได้ทั่วภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยจะเดินไล่ไปตามหมายเลขตั้งแต่ ๑ เป็นต้นไป หรือจะสลับสับเปลี่ยนจากท้ายมาต้นก็ไม่ผิดกติกา แถมแผนที่ก็แทบจะไม่ต้องใช้ เนื่องจากว่าในเมืองมีป้ายที่ระบุทางไปสถานที่น่าสนใจต่าง ๆ ไว้ทุกระยะ เราเพียงแต่ดูเปรียบเทียบกับในแผนที่ว่าสถานที่นั้น ๆ ตรงกับหมายเลขใด เพื่อจะได้รู้ว่าถึงหมายเลขไหนแล้ว และยังขาดที่ไหนอีก พอเริ่มสายผู้คนก็เริ่มมา คราวนี้ละแทบว่าจะเดินชนกัน ได้ยินเสียงพูดคุยภาษาต่าง ๆ จ้อกแจ้ก มีกรุ๊ปทัวร์ที่เดินตามไกด์เป็นกลุ่ม ๆ และแน่นอนที่ขาดไม่ได้คือคนไทยจ้า ปะหน้ากันเข้าโดยบังเอิญหลายกลุ่มอยู่ ได้ทักทายและผลัดกันถ่ายรูป ถามไถ่ได้ความว่ากลุ่มหนึ่งมาจากประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง ส่วนอีกกลุ่มมาไกลจากจังหวัดน่านนู่นแน่ะ
         หลังจากเข้าโบสถ์นั้นออกโบสถ์นี้อยู่สองสามแห่ง ซึ่งโบสถ์ที่จะขาดเสียไม่ได้ก็ได้แก่ Église des Dominicains **หรือโบสถ์โดมินิกัน  และ Èglise St Martin (โบสถ์เซนต์มาร์ติน) มหาวิหารประจำเมืองที่สร้างตามสถาปัตยกรรมบาร็อค ผู้เขียนก็ขอแวะตลาดปิดของเมือง (Marché Couvert) ซึ่งอยู่ในตึกจากปี ๑๘๖๕ ที่สร้างด้วยอิฐและหินหน้าตาสวยงามและเคยถูกใช้ประโยชน์มาแล้วหลายอย่าง ก่อนที่จะกลับมาเปิดเป็นตลาดตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมในเดือนกันยายน ๒๐๑๐ ในนั้นจะมีแผงขายสินค้าจำพวกผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไส้กรอก ปลา เนยแข็ง พืชพรรณไม้ดอกไม้ใบและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ฯลฯ ผู้เขียนไปเจอะเจอเนยแข็งหน้าตาแปลก ๆ น่าสนใจที่ระบุว่า "แฮนด์เมด" แถมลดราคาอีกต่างหาก ก็เลยได้ของติดไม้ติดมือมาฝากคนที่บ้าน โชคดีที่สาวคนขายได้ยินภาษาเศษฝรั่งของผู้เขียนเข้าแล้วคงเวทนาเต็มแก่ จึงส่งภาษาอังกฤษเจื้อยแจ้วมา เป็นอันว่าได้เนยแข็งที่ทำจากนมแพะโรยด้วยเครื่องเทศหลากหลายชนิดตามต้องการ
เสร็จจากการเป็นพญาน้อยชมตลาด จุดหมายต่อไปของเราคือ La Petite Venise หรือเวนิสน้อย ซึ่งเป็นจุดขายของโคลมาร์เลยก็ว่าได้ เรียกว่าถ้ามาโคลมาร์แล้วไม่มาเยือนถิ่นเวนิสน้อยก็แทบจะกล่าวได้ว่ามาไม่ถึงเอาเลยทีเดียวเชียว ตรงนี้ก็เหมือนเวนิสต้นตำรับคือมีคลองไหลผ่าน มีสะพานที่นักท่องเที่ยวคนไหนคนนั้นต้องไปยืนแอ็คท่าถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก เสียดายว่าตอนที่คณะเราไปนั้นฤดูใบไม้ผลิยังเพิ่มเริ่มต้นได้ไม่นาน ดอกไม้จึงยังไม่บานสะพรั่ง เพียงมีให้เห็นเป็นบางที่ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของสถานที่ด้อยไปในสายตาผู้เขียน ที่เวนิสน้อยนี้มีเรือลำเล็ก ๆ จอดรอท่านักท่องเที่ยวเพื่อพาเที่ยวลำคลองอยู่ ฝีพายหน้าตาธรรมดาและไม่มีทีท่าว่าจะเป็นนักร้องเสียงทองที่จะขับกล่อมผู้โดยสารให้เคลิบเคลิ้มด้วยเพลงเพราะ ๆ แบบกอนโดลาที่เวนิสใหญ่  ราคาก็เลยย่อมเยาจ่ายได้ไม่ต้องกลัวกระเป๋าฉีก (ถ้าจำไม่ผิด ๖ ยูโรเป็นเวลานาน ๓๐ นาที?) แต่พวกเราไม่คิดจะลงเรือท่ามกลางแดดเปรี้ยง ๆ ของกลางเดือนเมษายน จึงเดินย้อนกลับเข้ามาในเมืองผ่านร้านขายอาหารที่เรียงรายสองข้างทาง พี่ร่วมคณะได้ยินได้ฟังมาว่าถ้ามาโคลมาร์แล้วไซร้จะต้องลองชิมเครป (Crepe) ให้ได้ทีเดียว พวกเราจึงสอดส่ายสายตาหาร้านที่ขายไอ้เจ้าแพนเค้ก อาหารจานด่วนยอดนิยมของฝรั่งเศสชนิดนี้กันให้กลุ้ม ในที่สุดเจอเข้าร้านนึง สาวน้อยผู้ขายเธอง่วนอยู่คนเดียว ทั้งขายไอศครีมขายเครป อ่านเมนูที่กระจกตู้หน้าร้านมีให้เลือกทั้งแบบหวานและแบบเค็ม ราคาแบบหวานคือราดด้วยครีมช็อคโกแล็ตเฉย ๆ ถูกกว่าแบบเค็มที่ใส่ไส้ต่าง ๆ แล้วแต่เลือก หลังจากสั่งไปแล้วลูกค้าต้องใจเย็น ๆ เพราะกว่าสาวน้อยเธอจะค่อย ๆ เยื้องย่างไปเปิดตู้แช่หยิบถังแป้งที่ผสมไว้แล้วออกมาวาง ตามด้วยกล่องเห็ดและเนยแข็ง  ค่อย ๆ หยอดแป้งใส่ลงในกระทะกลม ค่อย ๆ เกลี่ยและรอคอยให้แป้งได้ที่อย่างใจเย็น ลูกค้าอย่างเราก็แอบถอนใจไปหลายรอบ นึกในใจว่าถ้าเป็นช่วงกลางวันที่ลูกค้าหิวซ่กคอยคิวกันยาว ๆ น้องหนูเธอจะทำอย่างไรกันล่ะนี่ ได้เครปมาแล้วในราคาชิ้นละสี่ยูโรกว่า ๆ ก็ไปนั่งกินที่ม้านั่งที่มีเรียงรายอยู่ทั่วไป ซึ่งข้อนี้ผู้เขียนให้คะแนนเต็มสิบไปเลย เพราะไปไหนในโคลมาร์ก็มีที่ให้หย่อนก้นนั่งพักหากเมื่อย หรืออยากนั่งกินน้ำมองดูผู้คนหรือดูแผนที่ ฯลฯ อีกทั้งยังมีป้ายบอกทางไปห้องน้ำสาธารณะหลายแห่งอีกด้วย สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวดีแท้
         กินเครปเพิ่มพลังกันแล้ว ดูเวลาเหลืออีกไม่มากนักก็จะได้เวลาเดินทางกลับสตราซบวร์ก เลยถือโอกาสเดินไปเข้าห้องน้ำที่สำนักงานท่องเที่ยวเป็นการสั่งลาเสียอีกหนึ่งรอบ ซื้อของที่ระลึกเป็นผ้าเช็ดจานผ้าฝ้าย ๑๐๐% ลายยอดนิยมคือนกกระสา ซึ่งเป็นสัตว์ประจำภูมิภาค Alsace (หรือ Elsass ในภาษาเยอรมัน) แวะซุปเปอร์มาร์เกตซื้อน้ำไว้กินบนรถไฟ ฯลฯ แล้วเดินเรื่อย ๆ กลับไปทางปาร์คที่ผ่านมาเมื่อเช้า แต่แม่เจ้าแทบไม่อยากเชื่อว่าเป็นสวนสาธารณะแห่งเดียวกัน  เนื่องจากในช่วงเวลาบ่ายแก่ที่อากาศสดใสเช่นนี้ผู้คนเดินยืนนั่งนอนกันให้ครึ่ดไปหมด ดีที่แวะถ่ายรูปกันไปแล้วเมื่อเช้า แต่พี่ ๆ สองคนยังขอเก็บตกเผื่อเหนียวไว้อีกหนึ่งรอบ ก็ไม่ว่ากัน ระหว่างเดินไปสถานีรถไฟก็คุยกันไปว่าแต่ละคนจะให้คะแนนเมืองนี้เท่าไหร่ดีจากคะแนนเต็มสิบ พี่สาวผู้เขียนว่าให้ ๘.๕ พี่อีกคนให้ ๗.๕ โดยให้เหตุผลว่าดอกไม้น้อยไปหน่อย ส่วนผู้เขียนเป็นพวกไม่กดคะแนนเลยยกให้ไปเลย ๙ คะแนน (ก็ไม่รู้จะกั๊กไอ้อีกหนึ่งคะแนนที่เหลือไปทำไม !?)

สำนักงานท่องเที่ยว

วอลแตร์***ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่โคลมาร์เป็นเวลา ๑๓ เดือนระหว่างปี ๑๗๕๓-๑๗๕๔ เคยบรรยายเมืองไว้ว่า "ครึ่งเยอรมัน ครึ่งฝรั่งเศส แต่เป็นอินเดียนแดงแท้เทียว" (mi-allemande, mi-francaise et tout à fait iroquoise) เอ๊ะ ท่านหมายถึงอะไรกันนะ ยังไงก็แล้วแต่คณะเรานั้นสรุปแล้วคือปลื้มปริ่มกันทุกคน เรียกว่าไม่ผิดหวังที่ดั้นด้นมา

Frédéric Auguste Bartholdi  ภาพจากวิกิพีเดีย

*Frédéric Auguste Bartholdi เจ้าของผลงานอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพที่นิวยอร์กที่ทุกคนต่างรู้จักกันดีถือกำเนิดที่โคลมาร์ในวันที่ ๒ สิงหาคม ๑๘๓๔ หลังเขาเสียชีวิต ภริยาม่ายของเขาได้ยกบ้านเกิดของเขาให้กับเมือง ซึ่งทางเมืองก็ได้เปิดบ้านหรูหราขนาดใหญ่จากศตวรรษที่ ๑๘ ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ (Bartholdi &Son Museé)  ในนั้นจะมีทั้งรูปปั้นเต็มตัว ครึ่งตัว ภาพวาดและภาพเขียน รวมทั้งเครื่องเรือนของครอบครัวและของที่ระลึกของบาร์โธดีเอง ชั้นสองของพิพิธภัณฑ์จะยกห้องทั้งห้องให้เป็นที่แสดงผลงานที่สำคัญที่สุดของเขา ได้แก่ "La Liberté éclairant le Monde" (อิสรภาพให้แสงสว่างแก่โลก)  หรือที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อของอนุสาวรีย์สันติภาพนั่นเอง โดยจะมีเอกสารที่ทำให้เราสามารถย้อนรอยการถือกำเนิดของหนึ่งในอนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกได้  นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้คิดประดิษฐ์อนุสาวรีย์อื่น ๆ อีก ๓๕ ชิ้นที่กระจายอยู่ทั่วโลกอีกด้วย


** Èglise des Dominicains สร้างเสร็จในปี ๑๓๔๖ ตามการว่าจ้างของกลุ่มโดมินิกันของโคลมาร์และเป็นหนึ่งในตัวอย่างโบสถ์ที่สวยที่สุดของสถาปัตยกรรมนิกายที่ดำรงชีวิตด้วยการขอทานจากยุคกลาง ในโบสถ์ (เสียค่าเข้าชม ๒ ยูโร) จะมีภาพเขียน "La Vierge au Buisson de Roses" (มาดอนนากับพุ่มกุหลาบ) ผลงานหลักของ Martin Schongauer ศิลปินชาวโคลมาร์ที่วาดเสร็จในปี ๑๔๗๓
Voltaire  ภาพจากวิกิพีเดีย

*** ชื่อจริง คือ Francois-Marie Arouet แต่มักเป็นที่รู้จักกันในนามปากกาว่า Voltaire เป็นปราชญ์ นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ในยุคเรืองปัญญาของฝรั่งเศส

โดย “เอื้อยอ้าย”






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น